ทำไม คนทำธุรกิจออนไลน์ อาชีพอิสระ จึงต้องเก่ง และพัฒนาตัวเองเสมอ ?

หากต้องการประสบความสำเร็จเรื่องอะไร สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ มีเหตุผลว่า ทำไมต้องประสบความสำเร็จเรื่องนั้น คือ (Why) นั้นเอง มนุษย์เราจะเกิดการเรียนรู้โดยอัตโนมัติ เมื่อมีการตั้งคำถามเกิดขึ้นในใจ กระบวนการหาคำตอบจะเกิดตามมา

ในสมัยเรียน เราได้รับคำถามจากอาจารย์ จากโจทย์ข้อสอบ เป็นส่วนใหญ่ และบ่อยครั้งที่เราจะหาคำตอบก็ต่อเมื่อมีคำถามนั้นโยนมากองตรงหน้า

ในวัยทำงาน คำถาม และโจทย์จะถูกหยิบยื่นมาจากเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และหัวหน้างาน หากเราแก้ไขปัญหาได้ เราจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ซึ่งหากใครแก้ปัญหาได้ยิ่งใหญ่ และส่งผลกระทบมากกับบริษัท เราก็จะมีตำแหน่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

นั้นคือเส้นทางทำงานประจำที่ผมเดินทางมาตลอด 10 ปี ซึ่งตรงกันข้ามกับเส้นทางการทำธุรกิจส่วนตัวค่อนข้างสิ้นเชิงในบางมุมที่นักรบจะบอกต่อไปนี้ การทำธุรกิจส่วนตัวมีปัจจัยหลายอย่างมาก ที่มีผลทำให้ธุรกิจอยู่รอด หรือ ประสบความสำเร็จ หากเราจะค้นหาปัจจัยเหล่านี้ และนั่งอ่านมันทั่งวันคงไม่ดีแน่ และไม่ได้การันตีว่า เมื่ออ่านจบจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อีกด้วย

ธรรมชาติของการทำธุรกิจในแบบของนักรบพบว่า ธุรกิจจะไปรอดหรือไม่ อยู่ที่คนขับเคลื่อนธุรกิจนั้นเป็นสำคัญ ธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน อยู่ที่เบื้องหลังความสามารถของคนจัดการเป็นส่วนใหญ่ นั้นคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราได้เรียนรู้จากโลกจริงว่า นักบริหารเก่งๆดังๆ หรือคนทีมีความชำนาญขั้นเซียน มักถูกดึงตัวและทาบทามจากหลายๆบริษัทมากมาย ตราบเท่าที่ผลงานของเขายังคงดีอยู่เสมอๆ

กลับมาที่ธุรกิจเล็กๆของเรากันบ้าง ธุรกิจเล็กๆเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย ไม่มีสิทธ์เล่นในเกมของการสรรหาคนเก่งมาทำงานให้ ทำให้ปัญหานี้จะถูกแก้ได้ ก็ต่อเมื่อเราเองนั้นเหละ จะต้องเป็นคนที่เก่งทีสุดในหมวดธุรกิจของเรา และนี้คือเหตุผลสำคัญ ที่ว่า ธุรกิจของเราจะอยู่รอดหรือไม่นั้น อยู่ที่ทักษะความสามารถและการพัฒนาตัวเองเป็นหัวใจสำคัญครับ

อินเตอร์เน็ต ช่วยให้ธุรกิจเติบโตเร็ว และช่วยให้ธุรกิจที่ไม่ปรับตัว ดับลงรวดเร็วเช่นกัน

3 ทักษะความสามารถที่คนทำธุรกิจออนไลน์ ต้องมี

1. ทักษะการสร้างและดูแลเว็บไซต์ & Social Media
2. ทักษะการการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะ SEO & Content Marketing ที่เป็นไม้ตายของธุรกิจขนาดเล็ก
3. ทักษะการพัฒนาตัวเองในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจออนไลน์ เช่น การสร้างแบรนด์ตัวเอง (Personal Branding), การเขียนและเผยแพร่เนื้อหา (Content Writing)เป็นต้น

ทักษะเหล่านี้ สร้างและพัฒนาได้ด้วยตัวเอง จากอุปนิสัยในการตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง จากการทดลองและลงมือทำ ทักษะและความสามารถนี้จะพัฒนาได้ดีกว่า รอวันให้ผู้อื่นหยิบยื่นให้

ท่านสามารถเรียนรู้ทักษะความสามารถเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ของเรา https://warrior.in.th หากท่านเป็นคนที่สนใจในเรื่องนี้ สามารถแบ่งปันความรู้ของท่านและแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ครับ

Boost เวลา การทำธุรกิจของท่าน ด้วยความบันเทิงที่ซ่อนอยู่ในงานอดิเรก

เนื้อหาบทความนี้ ยากที่จะหา Reference อื่นๆมาเสริมความน่าเชื่อถือ หากเป็นเพราะขั้นตอนในการประยุกต์ใช้นั้น นักรบยังไม่ได้พบจากตำราเล่มไหนมาก่อน เพียงพบจากประสบการณ์ที่ใช้อยู่แล้ว Work !! นั้นเอง

คนเรามีเวลาพักผ่อน และการทำงานอดิเรกกันทุกวัน พักผ่อนหรือทำงานอดิเรกมากเกินไป มันจะกระทบกับเวลาในการทำธุรกิจออนไลน์ ส่งผลให้ผลงานและการพัฒนาตัวตนนั้นช้าลงไปอีก แต่เราไม่สามารถห้ามสิ่งที่รัก ความบันเทิงหรืองานอดิเรกได้ แล้วทำไมเราไม่ใช้จังหวะนี้ในการเรียนรู้ธุรกิจไปพร้อมๆกันล่ะ

เวลาที่เราดูหนังฟังเพลง เดินเล่น รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือการ์ตูนหรือเล่นเกม สิ่งเหล่านี้มันได้สอนให้เรารู้จักการทำธุรกิจที่ซ่อนอยู่ในความบันเทิงนี้ได้ไหม ? หากเริ่มต้นด้วยคำถามถูกทาง คำตอบจะค่อยปรากฏขึ้นมาทีละเล็กละน้อย และนั้นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับนักรบ

การดูหนังระดับ Hollywood ทำให้เราเห็นการออกแบบและวางแผนมามากมายจากมืออาชีพระดับโลก โดยนักรบหยิบเอามาใช้ดังนี้

  • การเขียนบทของหนัง ทำให้เราเรียนรู้การเล่าเรื่องและการร้อยคำให้กระทบถึงใจผู้ฟัง (นักรบใช้สิ่งนี้ ในการเล่าประวัติตัวเอง)
  • ดนตรีประกอบของหนัง ทำให้เรารู้สึกอินและเข้าถึงอารมณ์แม้เพียงเราหลับตา (นักรบใช้สิ่งนี้เป็นไอเดียในการทำ Bg Sound)
  • Character ที่ชัดเจนของนักแสดงในหนัง : นักรบใช้วิเคราะห์ในการสร้าง Personal Brand ทำให้เสียงในวีดีโอทุกอันส่วนใหญ่ จะชัดเจน เร็ว ฟันธง และรุนแรงในบ้างครั้ง
  • ภาพวิวทิวทัศน์ : นักรบใช้ในการออกแบบเกี่ยวกับแสงบ้าง
  • Graphic & Font ของหนัง : หยิบมาใช้ในการออกแบบได้

TIP: นั้นเป็นส่วนประกอบของหนัง ที่เมื่อดูแล้ว สามารถหยิบมาใช้ในการสร้างเรื่องราว (Content Marketing), การออกแบบ (Design), และ การสร้าง Personal Brand

* การอ่านการ์ตูนก็เช่นกัน สามารถหยิบเรื่องราวมาใช้ได้

การเล่นเกมและการพัฒนาตัวเองให้เก่งตามกติกา ช่วยพัฒนาธุรกิจออนไลน์ได้

การเล่นเกม มันคือการเรียนรู้กฎ และพื้นฐานทักษะเบื้องต้นในการควบคุมตัวละคร ในเกม ท่านจะเก่งขึ้นได้เมื่อรู้กฎ ความลับ และเงื่อนไขในการเอาชนะ อีกท่านยังเก่งขึ้นได้เมื่อพัฒนาทักษะการควบคุมและประสบการณ์ในเกมมากขึ้น

ชีวิตการทำธุรกิจไม่ได้ต่างจากเกมเลย มันมองว่าเป็นการเรียนรู้กฎของการทำธุรกิจในประเภทนั้นๆ และเรียนรู้ตัวเองในการพัฒนาทักษะและความชำนาญให้ชำชองเพียงพอที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจของท่านได้ มันแฝงด้วยกลไกทางจิตใจ ในการชนะตัวเองอีกด้วย

ท่านจะเจอคู่แข่งระดับมืออาชีพที่ทำงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่านั้นแน่นอน หากท่านสามารถเรียนรู้และพัฒนาธุรกิจออนไลน์ของท่านได้แม้เวลา ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม อ่านหนังสือการ์ตูน หรือเดิน Shopping ล่ะก็ ท่านจะได้เปรียบทันที ท่านจะก้าวสู่จุดที่เรียกว่า การทำงานและการพักผ่อนมันเป็นเรื่องเดียวกัน ท่านอยู่กับปัญหาการทำธุรกิจได้นานกว่าคนอื่น ผลงานจะมากกว่า และประสบความสำเร็จมากกว่านี้เอง ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลกัน

นักรบพิสูจน์มาแล้วว่ามันได้ผลด้วยตัวเอง ท่านล่ะค้นหาวิธีที่เหมาะกับท่านและลองทำดูแล้วหรือยัง ?

10 ทักษะ สร้างต้นทุนธุรกิจ เป็นไอเดียสร้างรายได้เสริมในโลกออนไลน์

ชร์แนวทางการสร้างรายได้เสริมจากทักษะความสามารถจากประสบการณ์ของนักรบครับ หากท่านมีทักษะเหล่านี้ นี้อาจเป็นโอกาสทองของท่านครับ

เพราะโลกเราเต็มไปด้วยความรู้ในกูเกิล ที่ใครก็หาเจอได้ไม่ยาก สิ่งที่ขาดคือทักษะ
“ทักษะ สำคัญกว่าความรู้” คือชื่อหนังสือเล่มหนึงที่นักรบอ่านแล้วชอบ เพราะตรงกับแนวคิดในการทำธุรกิจส่วนตัวด้วยครับ

10 ทักษะมีดังนี้ครับ

  1. ทักษะการตลาดออนไลน์
    ในหัวข้อต่อไปนี้ SEO, Adwords, Analytics, Facebook, Social Media, Youtube ฯ เก่งเพียงเรื่องเดียวก็เพียงพอกับการสร้างธุรกิจครับ
  2. ทักษะการให้คำปรึกษาคนทำธุรกิจออนไลน์ออนไลน์ขนาดเล็ก (SME)
    ทักษะนี้จะมีค่ามากยิ่งขึ้น เพราะ AEC ทำให้ธุรกิจ SME ต้องถีบตัวขึ้นอย่างแรงครับ
  3. ทักษะการขายสินค้าเฉพาะกลุ่มออนไลน์ Niche Market & Niche Business
    ธุรกิจที่มีสินค้าและบริการเฉพาะกลุ่ม ในไทยจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆครับ
  4. ทักษะการด้านออกแบบ Web & Social Media Graphic
    ทักษะนี้ยังจำเป็นเสมอ
  5. ทักษะการเป็น Online Freelance มืออาชีพ
    มาแรงแน่นอน และเว็บไซต์ในไทยก็มีให้เห็นแล้วเช่น fastwork.co และ promandate.com
  6. ทักษะการเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ และความงาม
    ทักษะนี้จำเป็น ต่ออาชีพที่ขายดิบขายดีในไทยอย่างที่รู้ๆกันอยู่ครับ
  7. ทักษะการเขียน eBook และเผยแพร่ด้วยตนเอง (self-publishing)
    ทักษะนี้เป็นการต่อยอดของนักเขียน และเผยแพร่ผลงานออนไลน์ได้ (self-publishing) ซึ่งเป็น Trend ของนักเขียนครับ
  8. ทักษะการเป็น Remote IT Support
    ทักษะนี้สอดคล้องการทำ Outsource และสอดคล้องกับวิถีคนออนไลน์มากยิ่งขึ้น และ teamviewer.com ก็ตอบโจทย์เรื่อง Tools ครับ
  9. ทักษะการผลิตและขายสินค้า Handmade ออนไลน์
    ในต่างประเทศมี etsy.com ในไทยมี blisby.com
  10. ทักษะการสอนออนไลน์
    ทักษะนี้ จำเป็นอย่างมากในกลุ่มอาชีพ Coach และ Infopreneur ครับ

นี้เป็นไอเดียเบื้องต้นจากประสบการณ์ ท่านสามารถเลือกหยิบเพียงบางส่วนไปใช้หรือต่อยอดได้ เพื่อสร้างโอกาสและรายได้เสริมให้กับธุรกิจออนไลน์ของท่านได้ครับ ผมเองไม่ได้ค้นหาและรวบรวมทั้งหมด หากใครมีอะไรเสริมบอกได้ครับ

แชร์ 5 เทคนิคจับทางธุรกิจทำเงินหลักล้านออนไลน์

ากคุณเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์ธุรกิจ ที่สร้างายได้หลักล้านได้จริงในโลกดิจิตอล และหมั่นขยันพบอ่าน Cast Study มามากมาย นี้อาจเป็นบทความสำหรับคุณครับ และถ้าใครมีไอเดียดีแนะนำได้ครับ

แชร์ 5 เทคนิคจับทางธุรกิจทำเงินหลักล้านออนไลน์

  1. ขายส่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า Stock สินค้าล็อตใหญ่ ใจต้องถึง ซื้อสินค้ามาขายได้ครั้งละเป็นตันๆเต็มคันรถ เน้นถูกนำคุณภาพตาม ขายกลุ่มแม่ค้า/พ่อค้าออนไลน์ทั่วทุกสารทิศที่นั่ง Search สินค้าเพื่อเอามาขายกลายเป็นรายได้
  2. ขายผลลัพธ์ Before/After , รีวิวฟีดแบคแบบรัวๆ ให้ลูกค้าซื้อของเพราะเห็นผลแล้วว่าดีจริง เช่น กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไม้สอย, กลุ่มสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง, อาหารเสริม รวมทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยแฟชั่นทุกชนิด คือกลุ่มผู้นำที่ใช้เทคนิคนี้มากที่สุด และยังต่อยอดการขายส่งได้
  3. เป็นผู้นำสร้างผู้ตาม เช่น กลุ่มเซเลบ,เนตไอดอล, Influencer, Blogger สร้างรายได้จาก Ads หรือ Own Products
  4. ให้ความบันเทิงระดับพระกาฬ สร้างสรรค์งานให้คนตามหลักนับแสน เช่น เสื้อร้องไห้ รูปแบบสร้างรายได้คือ Ads
  5. จับโอกาส เติมช่องว่างสินค้า/บริการ จากตลาดที่มองเห็น เช่น ขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market), นำสินค้าจีนมาขาย, ขายใน eMarketPlace(Amazon), Start Up

เทคนิคทั้งหมดเกิดจากการสังเกตุธุรกิจที่ทำเงินล้านในโลกดิจิตอลเรียบร้อยครับ หากใครมีไอเดียเสริม เชิญแนะนำครับ

โดยนักรบ

แชร์… เส้นทางการทำธุรกิจออนไลน์

นักรบเป็น Webmaster ที่สร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress มาก่อน จึงนำความรู้มาสอนเป็นคอร์ส DVD แล้วเปลี่ยนเป็นคอร์สออนไลน์ หลังจากนั้นจึงเปิดห้องเรียนสอนตามลำดับจนทุกวันนี้

เทคนิคการตลาดออนไลน์ส่วนตัว คือ การสร้าง Branding ด้วยการสอนฟรี ให้ความรู้สม่ำเสมอใน Website, Facebook และ Webboard เพื่อให้คนรู้จักเรา ชอบในผลงานของเรา และติดตามเรานั้นเองครับ ซึ่งหัวใจของการตลาดนี้คือ ” การให้

รายละเอียดคือ ใช้การอัดวีดีโอใน Youtube สอนการสร้างเว็บไซต์ และทำการตลาดด้วย SEO เป็นหลัก เพราะเชื่อว่า SEO จะทำให้ธุรกิจเล็กๆของเราสู้กับคู่แข่งขนาดใหญ่กว่าได้ และใน 1 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะช่วยยืนยันได้ว่าได้ผลจริง ทำให้เรามีเวลาเหลือในการพัฒนาส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การออกแบบ การใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ และการตลาดอื่นๆ รวมทั้งการฝึกเขียนบทความ เพื่อทำให้ SEO แรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

Tip : หากเราทำการตลาดด้วย Facebook เพียงอย่างเดียว เมื่อไหร่ที่เราหยุดทำ Engagement จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งต่างจากการทำ SEO ที่ตอนนี้ยังมีคนเข้าเว็บไซต์สม่ำเสมอไม่มีลดลง

6 ทักษะดิจิตอลสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME สู้กับคู่แข่งต่างประเทศ

วันนี้เรามี Alibaba ที่เข้าซื้อ Lazada เรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่เดือนสินค้าจากจีนจะหลั่งไหลเข้ามาขายในประเทศไทย นักรบรู้สึกเป็นห่วง SME เป็นอย่างมาก จึงเร่งพยายามพัฒนาคอร์สเรียนพัฒนาทักษะดิจิตอลที่เหมาะกับธุรกิจ SME โดยเฉพาะ

เพราะจากที่เข้าไปสัมผัสมา นักรบพบว่าเจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจังเลย หรือถ้ามีทำบ้าง ก็จะทำได้เพียงชั่วคราว หลังจากไม่เห็นผลก็จะไม่ทำต่อ

ประเด็นสำคัญอีก 1 ข้อ คือเจ้าของธุรกิจไม่ได้ปรับตัวเองให้เข้าสู่
คนกลุ่ม Generation C ทำให้มองไม่เห็นว่า Digital Lifestyle ค่อยๆแผ่ขยายไปเป็นวงกว้างให้กับคนทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ก็สามารถปรับตัวเองให้เข้าสู่คนกลุ่ม Gen C ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอลได้ครับ – นักรบ

จากความรู้สึกส่วนตัวพบว่า eCommerce บ้านเราขับเคลื่อนด้วยบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท และก็มีกลุ่ม Online Consumer ที่ผันตัวมาทำธุรกิจค้าขายออนไลน์แทนเพราะมองเห็นโอกาส โดย 2 กลุ่มนี้ช่วยสร้างสีสรรให้กับ eCommerce เป็นอย่างมาก

SME ที่ทำ eCommerce จริงๆจังๆหายไปไหน ?

เจ้าของธุรกิจ SME ที่สนใจ eCommerce ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ปรับตัวช้ามาก และดูเหมือนจะช้าเกินไปเมื่อเทียบกับกลุ่ม Online Consumer ที่พร้อมจะจ่ายเงินให้กับใครก็ตามที่ตอบสนองกับความต้องการได้ดีกว่า แม้ว่าสินค้าที่ขายจะมาจากประเทศใดก็ตาม

ทักษะดิจิตอลสำหรับ SME คือหนทางหนึงที่นักรบพอจะช่วยได้

นักรบพยายามพัฒนาคอร์สที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ไม่ยากเกินไป และนำไปใช้ได้จริง เพื่อที่จะให้ธุรกิจเข้มแข็งจากภายในด้วยทักษะและความรู้ที่เจ้าของธุรกิจ SME สามารถที่จะทำการตลาดออนไลน์ได้เอง ปรับแต่งงให้ดีขึ้น เหมาะกับธุรกิจของตนเองได้ครับ

6 ทักษะดิจิตอลสำหรับธุรกิจ SME ออนไลน์

  1. ทักษะการถ่ายภาพดิจิตอล : เป็นพื้นฐานสำคัญในการนำเสนอและใช้ประกอบกับทักษะอื่นๆ
  2. ทักษะการเขียน Engagement Content เช่น เขียนให้คนอ่านได้ประโยชน์ในสิ่งที่เกี่ยวกับธุรกิจของเรา และเกิดคนแชร์ใน Facebook
  3. ทักษะการเขียน SEO Content และคำโฆษณา Google AdWords เช่น การเขียนบทความ (Articles) ที่สอดคล้องกับ Google Search  เร่งการติดอันดับช่วยเพิ่มคนเข้าเว็บ
  4. ทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวย เช่น ออกแบบ logo,  ออกแบบ Packaging
  5. ทักษะทำการตลาดให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายใน Social Media และการโฆษณา Facebook Ads
  6. ทักษะการปิดการขายด้วย  Line, Facebook Inbox และ Email

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
6 ทักษะดิจิตอลสำหรับธุรกิจ SME ออนไลน์ได้ที่ ธุรกิจ SME เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ได้อย่างไร ?

ธุรกิจ SME กับ 2 ทางเลือกสร้าง Reach & Engagement ใน Fanpage

ราคาหุ้นของ Facebook สูงขึ้นทุกครั้ง ที่มีการปรับค่า Organic Reach ของ Fanpage ลดลง (สถิติ Reach ลดลง 42% ตั้งแต่เดือน มค – พค 59 จาก www.socialmediatoday.com) ทำให้เจ้าของธุรกิจ SME ที่ทำการตลาดใน Facebook  เพื่อเพิ่ม Reach & Engagement ยากขึ้น

ธุรกิจ SME มีเพียง 2 ทางเลือก ในการเพิ่ม Reach & Engagement

  1. สร้าง Content for Sharing
  2. ซื้อ Facebook Ads

ทางที่ 1 : สร้าง Content for Sharing เราควรยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะสร้าง Value Content for Sharing in Social Media ได้ (จากประสบการณ์น่าจะมีเพียง 5% ของธุรกิจ SME ออนไลน์ ที่ทำได้) ทำให้หลายๆธุรกิจเลือกวิธีที่ง่ายกว่า คือการซื้อ Ads
ทางที่ 2 : ซื้อ Facebook Ads เป็นวิธีเพิ่ม Reach & Engagement ได้เร็วที่สุด แต่ทำให้งบการตลาดสูงขึ้นตาม

ผลกระทบกับเจ้าของธุรกิจ SME กับ Facebook

  • มองหาวิธีการสร้าง Sharing Content
  • มองหาวิธีการซื้อ FB Ads ให้ได้ผลดี

ผลกระทบกับเจ้าของธุรกิจ SME กับ Google

เจ้าของธุรกิจ SME ที่ทำ SEO & AdWords จะหน้าบานเพราะธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ยังเทไปทาง Facebook อยู่

ผลกระทบกับธุรกิจการสอน (Infopreneur)

  • Infopreneur ด้าน SEO & AdWords จะอยู่ช่วงขาขึ้น เพราะ Fanpage ทำการตลาดยากขึ้น
  • Infopreneur ด้าน Facebook ควรสร้างคอร์สเกี่ยวกับการสร้าง Value Content for Sharing in Social Media

นักรบมีทั้งคอร์ส SEO & AdWords อยู่แล้ว และจะสร้างคอร์สเรียน Content for Sharing ในไม่ช้านี้ครับ

2 เทคนิคทุ่นแรง การทำการตลาดใน Google & Facebook

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Warrior ทำธุรกิจแบบนักรบ สอนทำธุรกิจออนไลน์โดยเน้นที่การพัฒนาทักษะการตลาดเป็นสำคัญ โดยสามารถเรียนรู้ได้จากเนื้อหาที่แจกฟรี หรือจะลงคอร์สเรียนในห้องเรียนหรือคอร์สออนไลน์ก็ได้ครับ ตามสะดวกเลย

เนื้อหาวันนี้จะพูดถึงเทคนิคทุ่นแรงการทำการตลาดใน Google & Facebook ถ้าใครได้ตามข่าวจะรู้ว่า Facebook ลดการเข้าถึงของ Fanpage ลง และเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาของเพื่อนๆมากยิ่งขึ้นในหน้าฟีดข่าว ซึ่งเป็นเรื่องดีนะ ส่งผลดีกับผู้ใช้โดยตรง เพราะช่วงเริ่มต้น Facebook นั้นมีไว้แชร์ประสบการณ์ดีๆร่วมกันระหว่างเพื่อนฝูงและใช้ตามข่าวคราวสถาณการณ์อื่นๆในปัจจุบันได้ดี บางครั้งบางคราวเร็วกว่าสื่อ TV วิทยุอีกด้วย

เมื่อ Facebook ลดการเข้าถึง Fanpage ลง ส่งผลให้คนทำแฟนเพจควรสร้าง Engaging content ให้ดีมากๆยิ่งขึ้นครับ แล้วคนทำแฟนเพจจะแก้ไขอย่างไรดี นักรบมีเทคนิคส่วนตัวมาแนะนำครับ

แชร์เทคนิคส่วนตัว ทุ่นแรงการทำการตลาดใน Google & Facebook

นักรบเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน โดยอาศัยการทำการตลาดทั้งใน Google & Facebook ประกอบกัน โดยมุ่งที่ SEO Content เพื่อทำการตลาดในกูเกิลเป็นหลัก และสร้าง Engaging Content เพื่อทำการตลาดใน Facebook ครับ

ศัพท์พื้นฐานที่ควรรู้ 

  • Content คือ ข้อความ, ภาพ ตัวอักษร ข้อมูลทุกชนิดที่อยู่บนโลกดิจิตอล
  • Google SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าผลการค้นหาของ Google
  • SEO Content คือ เนื้อหาที่สร้างขึ้นเพื่อมีจะประสงค์ในการติดอันดับใน Google Search
  • Google Adwords คือ การซื้อโฆษณากับ Google
  • Facebook Organic Reach คือ จำนวนการแสดงผลแบบปรกติในหน้าฟีดข่าว
  • Facebook Ads คือ การซื้อโฆษณากับ Facebook เพื่อเพิ่มจำนวนการแสดงผลใน Facebook
  • Engaging Content คือ เนื้อหาที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในเฟสบุ๊ค
  • Images Storytelling คือ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพเป็นหลัก โดยมีตัวอักษรอยู่บนภาพบ้างเพื่อสื่อความหมายครับ โดยอาจจะใช้ 1 ภาพ หรือหลายภาพก็ได้
  • WordPress คือ ระบบจัดการข้อมูลเนื้อหาในเว็บไซต์ (CMS) ที่เราสามารถทำได้เองแม้จะเป็น User ทั่วไปก็ตาม
  • Blog คือ เว็บไซต์ประเภทหนึง ที่มีการจัดเรียงเนื้อหาเรียงตามวัน เวลา เดือน ปี โดยมักจะมีเนื้อหาใหม่แสดงอยู่ด้านบนเสมอ เช่น เว็บไซต์ข่าว IT24hrs.com เป็นต้นครับ
  • Traffic คือ จำนวนคนเข้าเว็บไซต์
  • leverage content คือ เทคนิคการทุ่นแรงการสร้าง Content เช่น การเขียน Content ในเว็บไซต์ และมาเผยแพร่ใน Facebook Live แบบที่นักรบทำเป็นต้นครับ

ถ้าพร้อมแล้วมาฟังเทคนิคส่วนตัวกันเลยครับ

เทคนิค 1 สร้าง SEO Content ทำการตลาดใน Google

  1. เขียน Blog ให้ความรู้ในเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress
  2. มีทักษะการทำ SEO  เพื่อเขียน SEO Content ในเว็บไซต์
  3. แชร์ SEO Content ใน Social Media เพื่อสร้าง Engagement ใน Facebook
  4. อัดเงินโฆษณาตามงบประมาณ
  5. วนลูปทำ 1-4 เพื่อสร้าง SEO Content เป็นประจำ

เหตุผลที่ต้องทำ SEO Content ไม่ทำได้ไหม ?

  • อย่างที่บอกเมื่อเว็บไซต์ติดอันดับใน Google แล้วจะมีคนเข้าเว็บสม่ำเสมอ เราจะมีเวลาเหลือในการทำการตลาดช่องทางอื่น หรือพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้คนทำธุรกิจคนเดียวนั้นได้แต้มต่อนั้นเองครับ
  • เป็นการสร้าง Engagement ทางอ้อมให้กับ Fanpage ด้วย เรียกได้ว่าได้ประโยชน์หลายต่อคุ้มค้าการทำมากครับ

เทคนิค 2 สร้าง Engaging Content ใน Facebook

  • ใช้ Seo Content ที่เขียนในเว็บไซต์มาสร้าง Engagement
  • สร้าง Images Storytelling ให้ความรู้หรือความบันเทิง (กำลังนิยมเป็นอย่างมาก)
  • โพสวีดีโอ
  • Facebook Live (ใช้ทักษะและอุปกรณ์มากขึ้น)

(ยังมีอีกหลายเทคนิคที่ต่างประเทศแนะนำมา แต่ดูแล้วไม่น่าสนใจ และผมเองยังไม่ได้ทดสอบว่าดีจริงไหม เลยไม่ได้แนะนำครับ)

Note : ไม่แนะนำให้ยิง Ads เพียงอย่างเดียวสำหรับคนเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะในโลกแห่งความจริงที่นักรบเจอมา เราต้องพัฒนาสินค้าและพัฒนาทักษะการตลาดก่อน การทำภาพประกอบ การเขียนอีกหลายครั้งเพื่อให้ได้มาตรฐาน ฉะนั้นถ้าเร่งใช้เงินไปกับ Ads มันจะทำให้เงินหาย แต่ยังขายไม่ได้ แลัวมันจะเครียดครับ ทุนหายกำไรหด ดีไม่ดีเป็นหนี้อีก ฉะนั้นขอให้โฟกัสการพัฒนาทักษะการทำการตลาดของตัวเองก่อนด้วยการสร้าง Content ที่ดีครับ

สรุป

ทั้ง 2 เทคนิคนี้ ไม่ใช้เรื่องใหม่ แต่ประเด็นสำคัญของมันคือ การใช้ Content เป็นตัวกลางหลัก และกระจายในหลายช่องทาง (leverage content) มองง่ายๆ คือ ถ้าเราดึงคนมารู้จักเราได้ทาง Google 100 คน และ Facebook 100 คน ย่อมดีกว่าที่เราดึงคนมารู้จักเราเพียง 100 คนจากเฟสบุ๊คเพียงช่องทางเดียวครับ ถ้ายิ่งให้เจ๋งขึ้นไปอีกก็จัดวีดีโอใน Youtube ไปด้วยเลย ถ้ายิ่งให้เจ๋งขึ้นไปอีกก็อย่าลืม Pantip, Webboard, facebook Group ครับ โอโห้จัดเต็มกันทีเดียว

ขั้นตอนคือสร้าง Content ที่อยู่ในเว็บไซต์ และนำมาใช้เผยแพร่ต่อใน Facebook เพื่อเก็บ Traffic ใน Google และ สร้าง Engagement ใน  Facebook อีกทั้งยังต่อยอดการยิง  Facebook Ads ให้กับ Engaging Content ที่มีประโยชน์ได้อีกด้วยนะคร๊าบบบ

ใช้ AdWords & SEO ในขณะที่ Facebook  ลด Reach

ณ ตอนนี้ใครทำ Fanpage เพียงอย่างเดียว แล้วต้องมานั่งปวดหัวเพราะถูกลดค่า Organic Reach ของแฟนเพจ และในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะลดลงไปอีกเท่าไหร่

นักรบมองเห็นแล้วว่าทำ Facebook Fanpage เพียงอย่างเดียวไม่โอเคแน่ๆ อีกทั้งถ้าธุรกิจเรามีเว็บไซต์เวิร์สเพรสด้วยจะยิ่งง่ายในการทำการตลาดใน Google AdWords & SEO  แต่ที่หลายๆคนไม่ทำ นั้นก็เพราะเลือกวิธีที่ง่ายๆนั้นเอง

เมื่อหลายๆคนเลือกวิธีที่ง่าย ทำให้คนที่ สร้างเว็บไซต์ WordPress และทำการตลาดด้วย Google AdWords & SEO มีโอกาสมากกว่าครับ (แต่ถ้าอยากเพิ่มโอกาสเข้าไปอีก ให้ใช้ influencer marketing )

ณ ตอนนี้นักรบพอจะมองเห็นได้คร่าวๆว่า คนที่ทำเว็บไซต์ติดอับดับใน Google ด้วย SEO นั้น ยังขายได้อยู่เสมอ และมีสมาธิในการพัฒนาสินค้าและบริการของตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ ตรงกันข้ามกับคนทำการตลาดด้วยการใช้ Facebook  เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มี Engaging Content และ Influencer marketing  ก็มักจะไม่ได้ผลครับ

อย่าเริ่มทำธุรกิจเพียงเพราะความง่ายเพียงอย่างเดียว ควรเริ่มฝึกทักษะในการทำธุรกิจที่ใช้ได้ผลด้วย  โดยนักรบจะมี สอน SEO, สอน AdWords, สอน WordPress , สอน Woocommerce อยู่แล้วครับ เอาใจช่วยคนเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ทุกครับ

7 ขั้นตอน กลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก

การตลาดออนไลน์ในช่วง 1-3 ปีมานี้เติบโตเร็วมากๆ พอๆกับการใช้งานมือถือ Smartphone และ 4G ด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ที่แม้แต่เด็ก ม. ต้นยันคนรุ่นพ่อแม่ก็แห่กันเล่นมือถือ เล่นโซเชียลกันหมด

เฟสบุ๊คเองก็ปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆมาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็น Custom Audience, Video Live,  Shop or Service Section  สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนให้วงการทำตลาดออนไลน์โตเร็วมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สอนและกลู่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่โดดมาเล่นเฟสบุ๊คกันหมด แล้วกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก เริ่มต้นเพียงคนเดียวมีเงินทุนและเวลาจำกัดจะทำอย่างไรดี ?

7 ขั้นตอนกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

  1. ค้นหาสินค้า/บริการ ที่แน่ใจว่าจะชนะคู่แข่งในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยใช้เครื่องมือวางแผนคำหลัก (Keywords Tools Planner) ช่วยประกอบการตัดสินใจ
  2. สร้างเฟสบุ๊คแฟนเพจ และออกแบบ Cover ให้สวยงาม (หาคนออกแบบได้ที่ fastwork.co)
  3. สร้างเว็บไซต์ WordPress  และออกแบบให้สวยงาม
  4. ทำการตลาดด้วยการให้ความรู้ หรือความบันเทิง ด้วยการเขียนบทความเอสอีโอในเว็บไซต์ หรือ อัดวีดีโอ
  5. เผยแพร่เนื้อหาความรู้ใน Blog ไปยังเฟสบุ๊ค, Pantip, เผยแพร่วีดีโอใน Youtube และเฟสบุ๊ค
  6. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 4 -6 เป็นประจำ โดยพัฒนาเนื้อหาให้ดีขึ้นเสมอๆ เพื่อสร้างการจดจำและความน่าเชื่อถือในแบรนด์
  7. ซื้อโฆษณา AdWords หรือ FB Ads ตามโอกาส

ขั้นตอนเรียบง่าย แต่มีไม่กี่คนที่จะมีทักษะครบทุกด้านที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในการเลือกธุรกิจ, การออกแบบ, การสร้างเว็บไซต์, การเขียนบทความเอสอีโอ, การอัดวีดีโอ, การซื้อโฆษณา AdWords, การซื้อโฆษณา FB Ads และความมุ่งมั่นที่จะทำสม่ำเสมอจนเกิดผล

นักรบเห็นปัญหานี้จึงสร้างคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการทำการตลาดออนไลน์ให้กับคนที่สนใจขึ้นมา หรือใครขยันอ่านบทความสอนฟรีของนักรบแล้วทำได้เองก็เยี่ยมเลยคร๊าบบบ

รู้สึกไหม ? ว่ามีคนเก่งๆ เป็นโค้ชสอนเยอะมากขึ้น

ตอนนี้ ไม่ว่าจะอยากเรียนรู้อะไร ในสิ่งที่เราสนใจก็มี คนคอยสอน คอยเปิดคอร์ส มีกูรูมากมายเต็มไปหมดเลยทีเดียว

  • อยากเรียนการเขียน ก็มี
  • อยากเรียนการแต่งตัว บุคลิกภาพ ก็มี
  • อยากเรียนการออกแบบ ก็มี
  • อยากเรียนการรู้การเงิน หุ้น ก็มี
  • อยากเรียนด้าน IT เว็บไซต์ เขียนโปรแกรม ก็มี
  • อยากเรียนด้านการพัฒนาตัวเอง ก็มี
  • อยากเรียนด้านอาหาร สุขภาพ ก็มี

นักรบรู้สึกว่าโชคดีจริงๆ ที่เกิดทันในยุคของ INTERNET และ Social Media ความรู้มีเป็นกระบุงเลย ทำให้นักรบ รู้ว่าส่วนทีต้องพิจารณาดีๆ คือ จะเรียนอะไรก่อน อะไรหลังล่ะ ?

เรียนอะไร แล้วนำไปใช้แล้วได้มาเป็นเงินคุ้มเกินค่าเรียน แล้วเอาเงินที่เหลือไปต่อทุน เรียนเพิ่มแล้วนำกลับมาสร้างเงินได้ต่อ ทำแบบนี้เป็นวงจรของการเรียนรู้ ทำเงิน แล้วนำมาพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

นักรบมองเห็นภาพเลยว่า มันพัฒนาตัวเองได้เร็วมากๆ อีกทั้งยังสร้าง Connection ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนอีกด้วย มันเหมือนยิงปืนนัดเดียว ได้ถึง 3 แต่ว่า การเลือกเรียนมันเหมือนการลงทุน มันต้องแน่ใจหน่อยๆว่า เรียนไปแล้ว จะเอามาใช้ได้เลย หรืออย่างน้อยๆ เอาไปทำงานคืนทุนได้เร็ว จะได้เอาเงินที่เหลือไปลงเรียนต่อ

หากพัฒนาความสามารถมากพอ มันจะเก่งโครตๆ และเป็นเร็วๆสุดๆกว่ายุคเก่า รุ่นพ่อรุ่นแม่เราเสียอีก และที่สำคัญมันทำให้แซงคนเก่งๆก่อนหน้านี้ได้ไม่ยากครับ

คิดอยากจะทำธุรกิจ มองเรื่องพัฒนาตัวเองเป็นอันดับแรกครับ ถ้าวิสัยทัศน์ได้ ประสบการณ์ทำจริงมากพอ ไปฉลุย ลุยกันมันสสสสเลยครับ

การเรียน คือการลงทุน เรียนจบสร้างเงิน คืนทุนให้เร็ว นำเงินที่เหลือไปลงทุนเรียนรู้ต่อ เป็นวงจรของการพัฒนาตัวเอง

คุณกล้าที่จะเป็นตัวเอง เป็นในแบบของคุณสุดๆ หรือปล่าว ?

ในชีวิตตลอดการทำงานมา 10 ปี และสมัยเรียนอีก 16 ปี พบว่า เราปรับเปลี่ยนบุคลิก ทั้งนิสัยและวิธีคิดหลายครั้ง และแต่ละช่วงก็แตกต่างกันค่อนข้างสิ้นเชิง

ทำให้รู้ว่า นิสัยและบุคลิกที่แตกต่างกัน ส่งผลอย่างสูงกับทุกเรื่องของชีวิตในช่วงนั้น

นักรบฟันธงให้ไม่ได้ว่า ต้องมีบุคลิกและนิสัยแบบไหนถึงจะดีที่สุด ? แต่ฟันธงให้ได้ว่า ต้องฉายแววและแสดงตนทางด้านความคิดและการกระทำที่ชัดเจน เป็นไปทางเดียวกันให้มากที่สุด ถ้ามันจะผิดพลาดก็ขอให้เจ็บตัว และเรียนรู้

ยิ่งเจ็บตัวและเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ มันจะยิ่งแกร่งทั้งความคิดและการกระทำมากขึ้นเท่านั้น
ทุกเรื่องที่สำคัญ มันต้องเจอด้วยตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ ประวัติของคนเก่งๆหลายๆคน ล้วนมีอดีตที่เจ็บปวดทั้งนั้น
อดีตเหล่านี้ช่วยให้โตขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วในเวลาอันสั้น

หากคุณไม่เคยมีชีวิตที่ผาดโผน และเป็นตัวเองอย่างชัดเจนเลย ชีวิตมันจะราบเรียบและแค่พอผ่าน ชีวิตแบบพอผ่านนี้เหละมันจะฝึกให้เราไม่มุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังอะไรมากมาย อะไรผ่านเข้ามาก็ชักนำเราไปหมด

โฟกัสสิ่งทีต้องการทำอย่างสุดซึ่ง หลงใหลสิ่งที่ต้องการได้อย่างสุดหัวใจ สิ่งเหล่านี้อยู่ในคำพูดที่แตกต่างออกไปของคนสำเร็จ ใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยง กล้าท้าทายความคิดเดิมๆ และผลักดันตัวเองให้เก่งสุดยอด

” Brave Life เปลี่ยนเป็นคนใหม่ กล้าใช้ชีวิต “

อย่าปล่อย !! ให้การอ่านหนังสือไม่จบเล่ม เป็นอุปสรรคของการเรียนรู้

ในการทำ “ธุรกิจส่วนตัว” หลังงานประจำ เราต้องจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เราไม่สามารถเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานได้เลย เพราะเขาก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากนักธุรกิจ หรือคนที่ทำธุรกิจมาก่อน และถ่ายทอดมาเป็นประสบการณ์จริงให้เราได้

เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ มีวิธีคิดวนเวียนกับการทำงานประจำ วันหยุด และการใช้เงินในแต่ละเดือน ฉะนั้นหากเราเป็น มนุษย์เงินเดือน ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ควรใช้เวลาส่วนใหญ่หลังเลิกงานไปกับธุรกิจส่วนตัวแทบจะทั้งหมด อย่างน้อย 3 ชั่วโมง/วัน ในวันธรรมดา และ 4-5 ชั่วโมง/วัน ในวันหยุด นั้นก็เพราะ เรามีคู่แข่งทางธุรกิจที่เขาทำเต็มเวลา Fulltime 7 ชั่วโมง/วัน นั้นเอง

หากเราให้เวลากับธุรกิจน้อยเกินไป เราจะแพ้เรื่องของชั่วโมงบินในการลงมือทำ

นักรบ เรียนรู้การเริ่มต้นทำธุรกิจ จากประวัติของคนดังๆในไทย ที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาเป็นระยๆ เช่น คุณตัน อิชิตัน , คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย และถ้าคนเก่งด้านธุรกิจหมดแล้ว ก็จะไปเรียนรู้จากคนเก่งต่างสาขาเช่น พี่โน๊ด อุดม, ผู้กำกับหนังโฆษณา ต่อ ธนชัย, ศิลปินแห่งชาติ เฉลิมชัย คนดังๆทั่วประเทศไทยที่พอจะหาได้
book-business-rich-man

ยังศึกษาประวัติของคนเก่งๆในอดีตระดับโลกหลายท่านในหนังสือ “อัจฉริยะผู้พลิกโลก” เมื่อได้อ่านเรื่องราวของ กาลิเลโอ, เซอร์ไอแซค นิวตัน, หลุยส์ ปาสเตอร์ พบว่า เขาเหล่านั้นมีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือ

  1. รักและสุขในสิ่งที่ทำ ขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ลงมือทำต่อ แม้ยากลำบากสักแค่ไหน
  2. มีเวลาทุ่มเทเป็นปีๆ อดทดเพื่อพิสูทธ์ถึงความเชื่อ และแนวคิดของตัวเองให้โลกประจักษ์
  3. ปมในอดีตที่เป็นแรงผลักดัน ในการทำให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
หนังสือ อัจฉริยะ ผู้พลิกโลก
หนังสือ อัจฉริยะ ผู้พลิกโลก

 

อ่านสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพื่อค้นหา แรงบรรดาลใจ, พลังในการลงมือทำ, และเป้าหมายในชีวิต เพื่อสร้างรูปแบบของแนวคิดและการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้เข้าใกล้คนเก่งระดับโลกเหล่านี้นั้นเอง

และเมื่อศึกษามากเข้า ทั่งจากคนเก่งๆในประเทศไทยเอง และต่างประเทศ ล้วนมีส่วนผสมที่คล้ายๆกัน ทำให้เขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกันครับ หากตัวเราสามารถสร้างส่วนผสมเหล่านี้ได้ เราก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ซึ่งมันเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างดีทีเดียว

อ่านอย่างไรให้จบเล่ม

ทักษะการอ่านให้จบเล่มมันฝึกกันได้นะครับ มีหลายต่อหลายคนซื้อหนังสือไปแต่อ่านไม่จบ หรือว่าซื้อไปดองก็มี การทำแบบนี้มันฝึกให้เป็นคนไม่วางแผนตั้งแต่ต้นจนจบ และทำให้ติดนิสัยการทำงานลวกๆได้ เพราะในช่วงของการตัดสินใจซื้อหนังสือ หากซื้อเพราะความต้องการชั่ววูบ แแต่ไม่มองไปไกลถึงการวางแผนให้อ่านจบ รวมทั้งการจัดเวลาในการเพิ่มพูนความรู้แต่ละวัน จะส่งผลเสียในระยะยาว เพราะการซื้อหนังสือมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเพิ่มความรู้จากการอ่านเท่านั้น กระบวนการมันจะเสร็จสิ้นหลังจากที่อ่านหนังสือจบไปแล้ว และจะเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือการนำไปประยุกต์ใช้ครับ

ความสำเร็จวัดกันที่ผลงานของการลงมือทำ และ 1 ในปัจจัยสำคัญคือคุณภาพของผลงาน โดยผลงานพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้จากคนอื่นและตัวเอง การอ่านหนังสือเป็นการเรียนรู้จากคนอื่นครับ มันเป็นประสบการณ์ทางอ้อม เมื่อเรียนรู้ได้มากพอที่จะประยุกต์ใช้ได้ ก็จะช่วยในการสร้างไอเดียใหม่ๆได้อีกทางหนึ่งนั้นเอง ยกเว้นก็แต่ว่า ตกม้าตายตรงอ่านไม่จบนี้เหละครับ

การอ่านให้จบ เป็นทักษะ และการบริหารตัวเองอย่างหนึ่ง

book-at-cageถึงกระนั้นหนังสือก็ไม่จำเป็นต้องอ่านจบเล่มเสมอไป เพราะไอเดียและแก่นของความรู้ ที่โดนใจเราปลุกเราให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอาจอยู่ในบางหน้าของหนังสือครับ

การอ่านหนังสือให้จบ จึงอาจจะหมายถึงการจับประเด็นสำคัญให้ได้ และสานต่อจนเกิดประโยชน์จริงนั้นเอง ซึ่งในหนังสือ 1 เล่มอาจมีประโยชน์มากกว่า 1 ข้อครับ

วิธีการอ่านหนังสือให้จบเล่มของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่คือการปรับสภาวะแวดล้อมรอบตัวของเราเป็นสำคัญ เช่นการหาที่อ่านสงบๆในร้านกาแฟที่นักรบทำบ่อยๆ , การนั่งอ่านใต้สวนในตอนเช้า หรือการอ่านเงียบๆในห้องทำงาน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา มีใจความสำคัญคือสมาธิครับ สถานที่ทำให้เกิดสมาธิจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ก้าวหนึงที่สร้างไอเดียและใช้ประกอบการตัดสินใจเป็นแนวทางในการทำธุรกิจได้ ฉะนั้นอย่าให้อุปสรรคของการอ่านไม่จบ เป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ครับ

ก้าวเกินขีดจำกัดความสามารถ ด้วยการเรียนรู้ข้ามโลก

ท่านกล้าที่จะท้าทายตัวเองด้วยการเรียนรู้ความสามารถจากทั่วโลกหรือเปล่าครับ ? หรือเพียงวนเวียน และเรียนรู้อยู่แต่ในประเทศไทย ภาษาไทย โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์ สื่อทุกชนิดในไทยเพียงอย่างเดียว

หากวันนี้ท่านเป็นคนที่สนใจเปลี่ยนความสามารถของตัวเอง เป็นธุรกิจส่วนตัวทำควบคู่งานประจำ ท่านต้องศึกษาความรู้จากการลงมือทำ และองค์ความรู้จากทั่วโลก นอกประเทศไทยด้วย

นั้นก็เพราะองค์ความรู้จากทั่วโลกจะสร้างมุมมองใหม่ หนทางใหม่ๆ รวมทั้งเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ๆ กว้างไกลมากยิ่งขึ้น
หากเรายังไม่สามารถท่องไปในโลกกว้างและท่องเที่ยวตามที่ต่างๆได้ตามใจนึกเพราะเงินมีจำกัด แต่เราสามารถเรียนรู้จากโลกกว้างได้ไม่จำกัด ด้วยความสามารถของการแปลภาษาและความพยายามในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองไม่จบสิ้นในโลก Internet

ถ้าความต้องการเป็นเบอร์ 1 ในความชำนาญทางสายธุรกิจของตัวเอง ยังคงดังอยู่ในใจ

ก็ขอให้เดินตามทางที่วางไว้ไม่หวั่นไหว จนกว่าถึงฝัน แล้ววันหนึงท่านจะได้ออกไปสัมผัสโลกกว้างด้วยตาตัวเองแบบอิสระเสรีครับ

ตัดสินใจ และลงแรงทำให้เร็วกว่า ความขี้เกียจ

แรงบันดาลใจ ความมุ่งมัน และ ความทะเยอทะยาน สร้างได้ เกิดขึ้นได้ และหมดไปได้ ในเวลาที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน หากมีแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นเกิดขึ้นแล้ว แต่กลับปล่อยให้ดับลงไปก่อนที่จะได้ทำอะไร จนความขี้เกียจเข้ามาแทนที่ ถ้าเป็นแบบนี้ จะเสียเวลามีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นไปทำไมกันล่ะครับ

วิธีป้องกันความขี้เกียจเข้าเข้าครอบงำ

ร่างกายและจิตใจของเราเอง จะเช็คและไม่รู้ตัวเลยหรือ ว่าเมื่อไหร่ ที่ความขี้เกียจเข้าครอบงำทั้งความคิดและร่างกาย และมันเข้ามาได้อย่างไร ตอนไหน ? เคยเช็คและตรวจสอบไหม
หากรู้ว่า ความขี้เกียจเข้ามาได้อย่างไร เข้ามาทางความคิด , เข้ามาทางการฟัง, เข้ามาทางการเห็น หรือเข้ามาทางความรู้สึกทางกายและจิตใจ เราจะเช็คและกำจัดมันออกไปได้ไหม ทำไมไม่ฝึกควบคุมและจัดการตรงส่วนนี้ล่ะ

ผลลัพธ์ของการลงแรงทำ

หากจัดการได้ หรือลงมือทำได้เร็วกว่าความขี้เกียจได้ มันจะทำให้มีผลงาน และผลงานจะทำให้เกิดผลลัพธ์ ที่บอกทั้งวิธีการที่ได้ผลหรือไม่ได้ผล บอกทั้งผลตอบแทนในรูปเงินทอง หรือประสบการณ์ อีกทั้งยังอาจสร้าง Connection หรือโอกาสใหม่ๆ

คนไม่เคยลงมือทำ ไม่รู้หรอกครับว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันมีค่ามากแค่ไหน และหากได้ลองทำแล้ว จะได้ผลกลับมาแน่นอน เพียงอาจอยู่ในรูปแบบที่ต่างๆออกไป

กิจวัตรประจำวันสร้างความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัว

ถ้าได้ทำแล้ว จะเกิดความภูมิใจ มองเห็นความเป็นไปได้ และมองเห็นขั้นตอนมากขึ้น จนสรรสร้างรูปแบบในการดำเนินชีวิตเป็นกิจวัตรประจำวันได้เลย เพื่อสร้างความสำเร็จเล็กๆ จนถึงความสำเร็จที่ใหญ่กว่า ผู้สอนไม่ได้พิมเล่นๆนะครับ ผู้สอนพิมจากประสบการณ์ หากแต่ว่าผู้เรียนเข้าใจถึงขั้นไหนแล้วมากกว่า

เวลามีค่ามากที่สุด แล้วเราเห็นค่ามันมากแค่ไหน ?  มากเพียงพอที่จะไม่ลังเล ในการลงมือทำหรือปล่าว

ไม่สงสัยเหรอ ? ทำไมนักเขียน (Writer) ถึงเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ

ทำไมบางคนเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ มี 200 กว่าหน้า อีกทั้งบางคนยังเขียนได้มากกว่า 4-5 เล่มด้วยซ่ำ เขาเอาความรู้มากมาย หรือ ถ้อยคำมากมายนี้จากไหนกัน

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจของนักรบ ในวันที่เริ่มต้นเขียนบทความ 30 บทความใน 2 อาทิตย์ และส่งผลให้นักรบสามารถเขียนบทความได้มากจริงๆ ทั้งที่ไม่เคยเขียนมาก่อน

แต่ถึงกระนั้น จำนวนข้อความที่เขียนก็ยังห่างไกลนักเขียนมืออาชีพอยู่มาก นอกจากเขาจะเขียนได้ดี มีเนื้อหามากมายแล้ว ยังสามารถทำให้ผู้อ่านติดตามและอ่านได้จนจบเล่มอีกด้วย

นักเขียนต้องใช้เวลามากแค่ไหน ? ถึงจะเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆกันนะ แล้วตัวเราจะเขียนหนังสือเป็นเล่มๆแบบนี้ได้ไหม ต้องใช้เวลากี่วัน กี่เดือน หรือว่าจะเป็นปี

เราจะหาคำตอบได้อย่างไร ?

เราไม่มีทางรู้คำตอบของบางคำถามด้วยการคิด แต่เราจะเห็นชัดของคำตอบผ่านการทำ

เริ่มต้นค้นหาคำตอบ

ผู้เขียนเริ่มต้นเขียนบทความจากประสบการณ์ก่อนเป็นอันดับแรก ประสบการที่มีมากพอ ทำให้นักรบเขียนได้ถึง 50 บทความทีเดียว และเขียนได้ไม่มีวันหมด ตราบเท่าที่ยังลงมือทำเสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาซะทีเดียว นั้นก็เพราะเวลาที่ใช้ในการลงมือทำและวัดผลนั้นกินเวลามากกว่าการเขียนซะอีก

วิธีแก้ไข

วิธีแก้ไขคือ ลงมือทำให้เร็วขึ้น หรือเขียนให้ละเอียดขึ้น เพื่อทำให้ประสบการณ์ขาเข้า สมดุลกับเวลาในการปล่อยความรู้ผ่านบทความซึ่งเป็นขาออกนะสิครับ นักรบยังเชื่อเสมอ ว่าทุกทักษะและความสามารถบนโลกนี้ สามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้ หากรักและสนใจที่จะทำอย่างจริงจรัง ผลลัพธ์ของการลงมือทำนั้น จะขัดเกลาทั้งสมอง ปัญญา อารมณ์และทักษะทางกาย แบบอัตโนมัติครับ

ความดังสำคัญกว่าความเก่ง จริงหรือ ?

เคยได้ยินคำว่า ” ความดัง สำคัญกว่าความเก่ง ” กันบ้างไหมครับ ? ผมกลับรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำๆนี้ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ทีการตีความหมายของแต่ละคน ไม่มีถูกผิด โดยส่วนตัวผมชอบความเก่งมากกว่า ผมยอมจ่ายเงินและเสียเวลาเพื่อเข้าใกล้คนที่เก่งจริงๆ ที่สามารถเปลี่ยนตัวเราให้เก่งขึ้น ทั้งในเรื่องความคิดและทักษะดิจิตอล ที่สำคัญสำหรับคนทำธุรกิจ SME ออนไลน์

4 เคล็ดลับส่วนตัวสร้างความเก่งของนักรบ

  1. ศึกษาประวัตินักวิทยาศาสตร์ระดับโลก : วิทยาศาสตร์ เหมือนกับการทำธุรกิจตรงที่ต้องลองผิดลองถูกเสมอ จนพบทางแก้ไข
    หลังจากอ่านประวัตินักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เช่น กาลิเลโอ, เอดิสัน, ชาร์ล ดาวิน และ หลุยส์ ปาสเตอร์ โดย 4 คนนี้ แก้ปมในใจของผมที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจได้อย่างชัดเจน ในเรื่องเวลา, เงินทุน, แรงผลักดัน, การพัฒนา และทัศนคติจากคนรอบข้าง (สักพักจะเขียนว่าแก้ไขอย่างไรให้ครับ)
    หลังจากเคลียความคิดเสร็จ ผมแทบจะไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือฟังแนวคิดการทำธุรกิจอะไรมากๆมาย เพราะแค่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก 4 ท่านนี้ ก็เคลียผมจบเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นผมก็ทำอย่างเดียว ลุยอย่างเดียวจนถึงวันนี้
  2. เพื่อนร่วมงาน : พี่หนึ่งคือหัวหน้าสมัยทำงานประจำ เราจะแชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการตลาดดิจิตอลทุกเช้า และเขาคือ 1 ในคนที่ช่วยพัฒนาผมนั้นเอง
  3. ประสบการณ์ทำจริง : ลงมือทำ 7 ธุรกิจแล้วเจ๊งแต่ได้ประสบการณ์ต่อยอดจนพบธุรกิจที่ 8 ด้านการสอนการตลาดสำหรับธุรกิจ SME ออนไลน์ (Infopreneur about Digital Marketing for SME)ฃ
  4. แหล่งความรู้อื่นๆ เช่นหนังสือบางเล่ม คำพูดบางคำ และ การตกผลึกความคิดจากประสบการณ์

สรุปสุดท้าย

ถ้าท่านเก่งจริง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์
ก็เพราะท่านยังเก่งไม่พอ ยังขาดความเก่งในเรื่องการทำ Digital PR ตนเองครับ ถ้าท่านเพิ่มทักษะตรงนี้ รับรองดังแน่นอน

วิธีทำ Digital PR ตนเอง

  1. ทำการตลาดด้วย Content Marketing เช่น ให้ความรู้ หรือ ให้ความบันเทิง นานนับปีได้
  2. เผยแพร่ Content ใน Own Media เช่น Website & Social Media และเสริมความแรงด้วย SEO & Engagement Content
  3. เร่ง Speed ด้วย Paid Media เช่น Google AdWords & Facebook Ads ตามงบ

Note : วิธีการทำ Digital PR ตนเอง มันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ก็มีเพียงบางคนที่ทำได้ครับ

” การ PR ตนเองให้ดัง เป็นความเก่งแบบหนึงครับ  – นักรบ “

ลองลงมือทำให้สุดแรง จะได้ไม่เสียเวลามัวสู้กับความคิดตัวเอง

นี้เป็นความหวังดีอย่างสุดซึ้ง ที่จะเขียนถึงเพื่อนที่อ่านข้อความนี้ เราอยู่ในประเทศที่ชอบการเรียนรู้ นั่งฟังและจดจำสิ่งที่เขาบอกว่าดี มีคนเก่งๆแต่งตัวดีๆ ความสำเร็จสูงๆมาบอกตลอดเวลา

แต่ประสบการณ์ของนักรบกลับพบว่า ถ้าเราอยากเก่งและสำเร็จในเรื่องใด ให้ทำสิ่งนั้นบ่อยๆทุกๆวันจนเราเก่งขึ้น แล้วความสำเร็จจะตามมา

อย่าเสียเวลากับการนั่งฟัง นั่งอ่านมากเกินไปจนไม่ได้ทำ ให้ลองใช้เวลาส่วนใหญ่ลงมือทำมากกว่าเรียนรู้จากคนอื่น
เช่น ใช้เวลา 80% ไปกับการลงมือทำเลย ลุยเลยทันทีไม่คิดมาก และเหลือเพียง 20% ในการเรียนรู้จากคนอื่นดูสิ ชีวิตจะเปลี่ยนไปตามทักษะที่เรามีมากขึ้น แล้วประสบการณ์จะสร้างวิธีคิดที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

ลงมือทำจะทำให้เราเก่ง และมีประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้าง Mindset ใหม่ ให้ชีวิตเดินหน้าได้เร็ว – นักรบ

นักรบถึงมุ่งเน้นสอนแต่ทักษะ เพราะมันให้ทั้งวิธีคิดและวิธีการที่เหมาะกับตัวเราเอง หากฟังแต่วิธีคิดจากคนอื่นแล้วไม่ลงทำ ก็ไม่ไปไหนสักที
หวังดีจากนักรบ

สอนเพื่อนทำธุรกิจ สร้างรายได้เสริม

มายกเลิกตั้งเป้าหมายรายได้ 6-7 หลักต่อเดือน ที่มุ่งเน้นแต่เพียงรายได้อย่างเดียว

ารตั้งเป้าหมายเป็นรายได้ 100,000 บาท/เดือน หรือ รายได้ 1,000,000 บาท/ปี แบบนี้มันช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้ฮึกเฮิมได้จริง และมันก็กระตุ้นความโลภในใจเช่นกันครับ

การใช้ความโลภเป็นพลังนั้น อาจช่วยให้กระตือรือร้นได้ และอาจจะมีคนทำได้ แต่ก็มีแนวโน้มสูงว่าเราจะถูกหลอกจากคนอื่นให้เสียเงินได้ง่ายเหมือนกัน เพราะคนอื่นจะใช้ความโลภเป็นตัวกระตุ้นเราให้เสียตังหลายพันหลายหมื่นได้ง่ายๆครับ

การตั้งเป้าหมายเป็นยอดเงินสูงๆ โดยไม่ดูรายละเอียดอื่นๆเลย มีข้อเสียอย่างไร ?

ก่อนอื่นเข้าใจก่อนว่า การตั้งเป้าหมายเป็นรายได้สูงๆ จะเป็นหลักแสนหลักล้าน/เดือน นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าตั้งแล้วมันทำให้เกิดความโลภมากเกินไป ตรงนี้อาจเป็นปัญหาในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ครับ เพราะการมีรายได้ที่สูงจะต้องสัมพันธ์กับสินค้าที่จะขายและการทำการตลาดออนไลน์ด้วย ถ้าสินค้าก็ไม่ดี ทักษะการทำการตลาดก็ไม่มี แล้วจะมีรายได้สูงๆได้อย่างไร

5 ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายเป็นรายได้สูงๆเพียงอย่างเดียว

  1. ตั้งรายได้สูง จะตื่นเต้นและฮึกเฮิม มีโอกาสที่ความโลภจะเข้าครอบงำครับ
  2. ตั้งรายได้สูง จะมีโอกาสโดนหลอกได้ง่าย เพราะคนอื่นจะใช้ความโลภหลักแสนหลักล้านมากระตุ้นให้เราควักเงินจ่ายอีกทีครับ
  3. ตั้งรายได้สูงๆเพียงอย่างเดียว จะกลายเป็นว่านำมาข่มกัน ใครตั้งรายได้น้อยๆหลักพันหลักหมื่นจะดูไม่ยิ่งใหญ่ครับ
  4. ตั้งรายได้สูง ทำให้ตัวเองโฟกัสที่ธุรกิจที่สร้างรายได้เร็ว ขายเร็ว ขายมาก ขายเยอะ อาจทำให้ตัวเราคิดทำอะไรแบบฉาบฉวยใจเร็วด่วนได้ ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาวครับ
  5. ตั้งรายได้สูง อาจทำให้ตาเรามึดบอด มองเห็นและมุ่งเน้นแต่ยอดเงิน จนเกิดการขัดเกลาตัวเอง ขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสินค้า พัฒนาตนเอง และการตลาดออนไลน์ในอนาคตครับ

หลังจากรู้ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายรายได้สูงๆเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูองค์ประกอบอื่นเลย ก็มาดูวิธีแก้ไขที่นักรบจะแนะนำต่อครับ

มาตั้งเป้าหมายรายได้ให้ครอบคลุมรายจ่ายกันเถอะ

  • ถ้าเป็นพนักงานประจำ ตั้งเป้าหมายเริ่มต้นธุรกิจที่สามารถต่อยอดโคเวอร์รายจ่าย 1-2 เท่าก่อน
  • ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ หรือคนทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ ตั้งเป้าหมายให้โคเวอร์รายจ่าย 3-5 เท่าก่อน

และค่อยๆพัฒนาสร้างสินค้า ทำการตลาดแบบค่อยๆเป็นค่อยๆตามขั้นบันไดของความสำเร็จ และลุกมาได้ไหม่ทุกครั้งที่ล้มเหลวครับ

การตั้งเป้าหมายแบบโคเวอร์รายจ่ายดีอย่างไร ?

มันช่วยให้เราโฟกัสที่ความเป็นจริง เช่น

  • ถ้ารายจ่าย 10,000 บาท/เดือน แล้วการสร้างรายได้เสริมเพียง 20,000 บาท/เดือน ก็เพียงพอสำหรับเริ่มต้น แล้วค่อยต่อยอดในอนาคต
  • ถ้ารายจ่ายในอีก 5 ปี คาดว่าจะเป็น 30,000 บาท/เดือน ก็วางแผนสร้างรายได้ 60,000 บาท/เดือน เริ่มทำซะแต่วันนี้ก็ได้ โดยหัวใจของการตั้งเป้าหมายรายได้ ควรสอดคล้องกับรายจ่ายด้วยครับ

การตั้งเป้าหมายแบบนี้ ไม่ได้เป็นอะไรที่เพ้อฝันเกินไป และอิงอยู่บนพื้นฐานการประยุกต์ใช้จริง อีกทั้งจะได้ไม่ต้องอวดใครและมัวหลงไปกับเงินแสนเงินล้านมากเกินไปครับ

เมื่อเราเริ่มต้นที่พื้นฐานความจริงแล้ว ถัดมาจะเริ่มต้นมองหาว่าจะทำธุรกิจออนไลน์อะไร ทำการตลาดออนไลน์อย่างไร ที่ช่วยให้ธุรกิจโตขึ้นไปถึงเป้าหมายได้ สมองจะเริ่มต้นกระบวนการคิดครับ จากนั้นก็เป็นเรื่องสินค้า การตลาด และทักษะการทำธุรกิจออนไลน์เหละครับเป็นสเต็บต่อๆไป