บทความ SEO ควรมีกี่คำ?คือคำถามยอดฮิตที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดมักสงสัย แม้จะไม่มีคำตอบที่เป็นกฎตายตัว แต่จากสถิติพบว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ 1-3 บน Google มักมีความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500-2,500 คำ อย่างไรก็ตามปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ
จากประสบการณ์ทำ SEO กว่า 10 ปี ของทีมงานนักรบ พบว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนับคำ แต่อยู่ที่Search Intent(เจตนาในการค้นหา) และความซับซ้อนของหัวข้อบทความนี้จึงจะพาคุณไปดูหลักการกำหนดความยาวบทความที่เหมาะสม พร้อมเทคนิคการเขียนให้ติดอันดับที่ทำได้จริง
สรุปความจริงเรื่อง บทความ SEO ควรมีกี่คำ กับการติดอันดับ Google (SEO)
ในความเป็นจริง Google ไม่เคยกำหนดกฎตายตัวว่าบทความต้องยาวกี่คำถึงจะติดอันดับ แต่สิ่งที่ Google ให้ความสำคัญที่สุดตามคู่มือ Quality Rater คือเนื้อหาที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจาก Backlinko ที่วิเคราะห์ผลการค้นหากว่า 11.8 ล้านรายการ แล้วพบว่าบทความบนหน้าแรกของ Google มักมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,447 คำ โดยอันดับที่ 1 มักมีเนื้อหาที่ละเอียดและยาวกว่าอันดับที่ 10 อยู่พอสมควร
จากข้อมูลดังกล่าว สิ่งที่ทีมงานนักรบสรุปได้จากประสบการณ์คือ ความยาวของบทความไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ Google ใช้ตัดสิน แต่เป็นเพียงผลลัพธ์ที่ตามมาจากการตั้งใจเขียนเนื้อหาให้ดี เพราะบทความที่มีคุณภาพย่อมต้องมีการเจาะลึกและครอบคลุม เพื่อตอบทุกข้อสงสัยของผู้อ่านให้จบในที่เดียว โดยที่ผู้อ่านไม่ต้องกดออกไปหาข้อมูลจากเว็บอื่นเพิ่มนั่นเองครับ
จำนวนคำที่เหมาะสมตาม Search Intent

จำนวนคำที่เหมาะสมสำหรับบทความแต่ละประเภทนั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การค้นหา (Search Intent) ของผู้ใช้งานเป็นหลัก หากเป็นการค้นหาเพื่อ เน้นหาความรู้ (Informational Intent)
เช่นวิธีทำ SEOหรือเทคนิคการเขียนบทความผู้ใช้งานมักต้องการคำอธิบายที่ละเอียด ลึกซึ้ง และครอบคลุม ทีมงานนักรบจึงแนะนำให้เขียนที่ความยาวประมาณ 1,500-2,500 คำ โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้ชัดเจน มีตัวอย่างประกอบ และอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ครบถ้วนโดยไม่รู้สึกเบื่อ
ในขณะที่การค้นหาเชิง เปรียบเทียบข้อมูล (Commercial Intent) เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่นรีวิวเครื่องมือ SEOหรือเปรียบเทียบสินค้าความยาวที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 1,000-1,800 คำ ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับการใส่ตารางเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสีย ราคา และคำแนะนำต่างๆ ให้ครบถ้วน
ส่วนกลุ่มคำค้นหาที่ผู้ใช้ พร้อมซื้อหรือจ้างงาน (Transactional Intent) เช่นรับทำ SEO ราคากลุ่มนี้ต้องการความรวดเร็วและข้อมูลที่ตรงประเด็นที่สุด ความยาวเพียง 500-1,000 คำ ก็เพียงพอแล้ว โดยทีมงานนักรบแนะนำว่าหน้า Landing Page หรือหน้าบริการเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเขียนยาว แต่ควรเน้นไปที่จุดเด่นของบริการ (Value Proposition) ผลงานที่ผ่านมา (Portfolio) และปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) ที่ชัดเจนเป็นสำคัญครับ
3 ปัจจัยสำคัญที่มีผลมากกว่าจำนวนคำ

1. ต้องตอบโจทย์สิ่งที่คนค้นหา (Search Intent) ให้ครบถ้วน
คุณภาพสำคัญกว่าความยาว
- หลักการ : บทความยาวๆ ไร้ประโยชน์ทันทีถ้าไม่ตอบคำถามที่ผู้ใช้งานอยากรู้ ให้เข้าไปดูหน้าผลการค้นหา (SERP) ของคู่แข่งที่ติดอันดับต้นๆ ว่าเขาเขียนมุมไหนและครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง
- เทคนิคจากทีมงานนักรบ : ใช้เทคนิค Content Gap Analysis คือการสำรวจว่าคู่แข่งพูดถึงอะไร แล้วเรายังขาดตรงไหน ให้เติมเนื้อหาส่วนนั้นลงไป เพื่อให้บทความของเราสมบูรณ์และเหนือกว่าคู่แข่ง
2. โครงสร้างต้องดี อ่านง่าย สบายตา (Readability & Structure)
คนส่วนใหญ่กวาดสายตา (Scan) มากกว่าอ่านทุกตัวอักษร
- หลักการ : บทความ 1,000 คำที่จัดระเบียบดี มีโอกาสชนะบทความ 3,000 คำที่เป็นกำแพงตัวหนังสือ(Text Wall)
- สิ่งที่ต้องทำ
- ใช้ Heading Tags (H2, H3) แบ่งหัวข้อให้ชัดเจน และควรมี Keyword แทรกอยู่ด้วย
- ย่อหน้าต้องสั้น กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ
- ใช้ Bullet Points หรือตัวหนา เพื่อให้อ่านง่ายและจับใจความได้ไว
3. ข้อมูลต้องสดใหม่และน่าเชื่อถือ (Freshness & Authority)
Google ชอบเนื้อหาที่เป็นปัจจุบัน และรู้จริง
- หลักการ : บทความต้องอ้างอิงแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญ (Expertise) และข้อมูลต้องไม่ตกยุค
- เทคนิคจากทีมงานนักรบ : ควรทำ Content Refresh หรืออัปเดตบทความเก่าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยการ
- เพิ่มข้อมูลชุดใหม่หรือเทรนด์ล่าสุด
- อัปเดตตัวเลขสถิติให้เป็นปัจจุบัน
- ปรับปรุงเนื้อหาเดิมให้สมบูรณ์ขึ้น
- ผลลัพธ์: ช่วยรักษาอันดับเดิม และเพิ่มโอกาสติด Featured Snippets (กรอบคำตอบพิเศษบนหน้า Google)
กรณีศึกษา ความยาวที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทเนื้อหา

การกำหนดความยาวของเนื้อหาให้เหมาะสมกับจุดประสงค์และประเภทของหน้าเว็บไซต์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันอันดับ SEO และเพิ่มยอดขายได้จริง สรุปได้ดังนี้
1. Blog Post และบทความให้ความรู้ (Educational Content)
- ความยาวที่แนะนำ: 1,800 – 2,500 คำ
- ลักษณะเนื้อหา: บทความประเภท How-to, แนวทางปฏิบัติ (Best Practices) หรือการอธิบายขั้นตอนต่างๆ แบบ Step-by-Step เช่นวิธีการทำ SEO เบื้องต้นหรือเทคนิคการเขียน Content ให้ปัง
- เหตุผล: Google ชอบเนื้อหาที่มีความละเอียด ครอบคลุม และตอบโจทย์ผู้อ่านได้จบในที่เดียว
- กรณีศึกษาจากทีมงานนักรบ
- มีการทดสอบเขียนบทความหัวข้อเดียวกัน 2 รูปแบบ คือ แบบสั้น (800 คำ) และ แบบยาว (2,200 คำ)
- ผลลัพธ์ : บทความเวอร์ชั่นยาว (2,200 คำ) สามารถทำอันดับบน Google ได้ดีกว่า และได้รับ Backlinks ตามธรรมชาติมากกว่าถึง 3 เท่า
2. Pillar Content (เนื้อหาหลักระดับโครงสร้าง)
- ความยาวที่แนะนำ: 3,000 – 5,000 คำ
- ลักษณะเนื้อหา: เป็นบทความระดับUltimate Guideหรือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่เจาะลึกหัวข้อใหญ่อย่างรอบด้าน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการลิงก์ไปยังบทความย่อยอื่นๆ
- ประโยชน์ทาง SEO
- สร้างความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับเว็บไซต์ในหัวข้อนั้นๆ
- ดึงดูด Backlinks คุณภาพสูงได้ดีเยี่ยม เพราะเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลชั้นดี
- เพิ่มโอกาสติดอันดับในคำค้นหาที่มีการแข่งขันสูง
3. Product & Service Pages (หน้าสินค้าและบริการ)
- ความยาวที่แนะนำ: 500 – 1,200 คำ
- ลักษณะเนื้อหา: ไม่จำเป็นต้องยาวเหมือนบทความ เน้นกระชับแต่ครบถ้วน เพื่อหวังผลเรื่องยอดขาย (Conversion)
- ข้อมูลที่ต้องมี: คุณสมบัติเด่น (Features), ประโยชน์ที่ได้รับ (Benefits), ราคา, ผลงานที่ผ่านมา (Portfolio) และเสียงตอบรับจากลูกค้า (Social Proof/Reviews)
- ข้อควรระวัง
- ห้ามคัดลอกเนื้อหา (Duplicate Content): หน้าสินค้าแต่ละหน้าควรมีเนื้อหาที่เขียนขึ้นใหม่เฉพาะตัว (Unique Content) แม้จะเป็นสินค้าใกล้เคียงกัน
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ: การใส่รีวิวจากผู้ใช้งานจริง ช่วยทั้งเรื่องการตัดสินใจซื้อและส่งผลดีต่อ SEO
เทคนิคการเขียนให้ได้เนื้อหาคุณภาพไม่ว่ากี่คำ

หัวใจสำคัญของการเขียนให้ติดอันดับและผู้อ่านประทับใจ
1. วางโครงร่างให้แน่นก่อนเริ่มเขียน (Research & Outline)
อย่ารีบเขียนทันที การเตรียมตัวที่ดีคือชัยชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
- สิ่งที่ต้องทำ: ศึกษาข้อมูลคู่แข่ง (Top 10 ใน Google), ดูคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (Related Searches), และคำถามที่คนสงสัย (People Also Ask)
- เทคนิคจากทีมงานนักรบ: ให้เวลากับขั้นตอนนี้ 20-30% ของเวลาทำงานทั้งหมด เพราะโครงร่างที่ดีจะทำให้เขียนลื่นไหล เนื้อหาครบถ้วน และตอบโจทย์ผู้อ่านได้ตรงจุด
2. เขียนให้คนอ่าน ไม่ใช่ให้บอทอ่าน (Write for Humans)
Google ยุคใหม่ฉลาดมาก สามารถเข้าใจบริบท (Context) ได้โดยไม่ต้องยัดเยียดคีย์เวิร์ด
- สิ่งที่ต้องทำ: ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ เหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง ประโยคกระชับ เข้าใจง่าย
- ข้อควรระวัง: เลิกทำ Keyword Stuffing (การใส่คีย์เวิร์ดซ้ำๆ จนดูแปลก) เพราะนอกจากจะน่ารำคาญแล้ว Google ยังมองว่าเป็นสแปมอีกด้วย
3. เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลจริง (Data & Case Studies)

บทความที่มีแต่ทฤษฎี อาจไม่ทรงพลังเท่าบทความที่มีหลักฐานอ้างอิง
- สิ่งที่ต้องทำ: แทรกสถิติ งานวิจัย หรือกรณีศึกษา (Case Study) พร้อมทำ Link อ้างอิงกลับไปยังต้นทาง (Original Source)
- ผลลัพธ์ที่ได้: ข้อมูลเหล่านี้ดึงดูดให้เว็บอื่นทำ Backlinks กลับมาหาเราได้ง่ายขึ้น (เพราะเว็บอื่นก็ต้องการข้อมูลอ้างอิง) ช่วยเพิ่ม Authority ให้เว็บไซต์ได้ดีเยี่ยม
4. จัดรูปแบบให้อ่านง่าย สบายตา (Format for Readability)
เนื้อหาดีแค่ไหน ถ้าเปิดมาเจอกำแพงตัวหนังสือ(Wall of Text) คนก็ปิดหนีทันที
- สิ่งที่ต้องทำ
- ซอยย่อหน้าให้สั้น (2-4 ประโยค/ย่อหน้า)
- ใช้ Bullet Points หรือตัวเลขลำดับ
- เว้นช่องว่าง (White Space) ให้พักสายตา
- ประโยชน์ทาง SEO: ช่วยให้คนอยู่บนหน้านั้นนานขึ้น (Time on Page) และลดอัตราการกดออกทันที (Bounce Rate) ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บอก Google ว่าหน้านี้คุณภาพดี
3 เครื่องมือช่วยวัดผลและปรับปรุงคุณภาพบทความ (SEO & Content Optimization)
1. ค้นหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ด้วย Google Search Console (GSC)
หน้าที่ : ใช้ดูผลลัพธ์จริงว่าปัจจุบันบทความเราอยู่อันดับที่เท่าไร
วิธีใช้
- หา Keyword ทำเงิน: เข้าไปดู Performance Report แล้วกรองหา Keyword ที่บทความของคุณติดอยู่ใน อันดับ 11-20 (หน้า 2) หรือ อันดับ 5-10 (ท้ายหน้า 1)
- ปรับปรุงเนื้อหา (Optimization): บทความเหล่านี้มีศักยภาพสูงมาก ให้นำมาเขียนเพิ่มขยายความให้ละเอียดขึ้น หรือปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (Update)
- ผลลัพธ์: การเติมเนื้อหาและปรับโครงสร้างบทความในกลุ่มนี้ มักช่วยดันอันดับให้กระโดดขึ้นมาเป็น Top 5 ได้ง่ายกว่าการปั้นบทความใหม่
2. วิเคราะห์คู่แข่งด้วย Competitor Analysis Tools (เช่น Ahrefs, SERanking หรือ Ubersuggest)
หน้าที่ : ใช้ส่องคู่แข่งที่อยู่อันดับ 1-3 ว่าเขาทำได้ดีแค่ไหน
วิธีใช้
- เช็คความยาวและโครงสร้าง: ดูว่าบทความที่ชนะเราเขียนยาวกี่คำ มีหัวข้อ (H2, H3) อะไรบ้างที่เรายังไม่มี
- หาช่องว่าง (Content Gap): ดูว่าเขาใช้ Keyword อะไรบ้าง แล้วนำมาวางแผนเขียนบทความของเราให้ครอบคลุมกว่าและเจาะลึกกว่า
- ผลลัพธ์: คุณจะได้บทความที่มีความยาวเหมาะสมและมีเนื้อหาครบถ้วนตามที่ Google และผู้อ่านต้องการ
3. ตรวจสอบความน่าอ่านด้วย Readability Checkers (เช่น Yoast SEO, RankMath หรือ Hemingway Editor)
หน้าที่ : ตรวจสอบว่าบทความอ่านรู้เรื่องหรือไม่ (เพราะยาวย่างเดียวไม่พอ ต้องอ่านง่ายด้วย)
วิธีใช้
- เช็คโครงสร้างประโยค: เครื่องมือจะช่วยเตือนหากประโยคยาวเกินไป ใช้คำซับซ้อน หรือไม่มีการเว้นวรรคหายใจ
- ปรับเพื่อผู้อ่าน: การย่อยพารากราฟให้สั้นลง และใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ จะช่วยให้คนอ่านอยู่บนหน้านั้นนานขึ้น
- ผลลัพธ์: เมื่อบทความอ่านง่าย ผู้อ่านจะอยู่ในเว็บนานขึ้น (Time on Page สูง) และกดออกน้อยลง (Bounce Rate ต่ำ) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อ SEO อย่างมาก
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

การทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่ใช่แค่การเขียนให้จบๆ ไป แต่มองหาจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ นี่คือ 3 สิ่งที่คุณควรระวังและปรับแก้
1. เขียนยืดเยื้อ เน้นยาวแต่ไร้สาระ
- ปัญหา : การพยายามแถหรือขยายประโยคเพียงเพื่อให้ได้จำนวนคำเยอะๆ จะทำให้เนื้อหาน่าเบื่อ ไม่กระชับ ส่งผลให้ผู้อ่านออกจากหน้าเว็บไซต์ทันที (High Bounce Rate) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อ Google
- สิ่งที่ควรทำ : ยึดหลักQuality over Quantity(คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ) ทุกประโยคต้องมีประโยชน์และตอบโจทย์ผู้อ่าน
- คำแนะนำจากทีมงานนักรบ : หลังเขียนจบ ให้ลองอ่านทวนอีกครั้ง แล้วตัดส่วนที่ซ้ำซ้อนหรือน้ำท่วมทุ่งออก ให้เหลือแต่เนื้อๆ ที่คนอ่านต้องการจริงๆ
2. มองข้ามโอกาสทำ Featured Snippets (Position Zero)
- ปัญหา : หลายคนเขียนบทความดีแต่อยู่แค่อันดับ 5-10 โดยลืมปรับแต่งโครงสร้างให้ Google ดึงไปแสดงผลเป็นคำตอบแนะนำ(Featured Snippets) ที่อยู่เหนือผลการค้นหาปกติ
- สิ่งที่ควรทำ : ปรับโครงสร้างเนื้อหาให้ Google เข้าใจง่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกดึงไปแสดงผลและเพิ่มอัตราการคลิก (CTR)
- เทคนิคการปรับแต่ง
- ตอบคำถาม : เขียนคำตอบสรุปใจความสำคัญภายใน 40-60 คำ
- ใช้โครงสร้าง : จัดทำเป็นรายการ (List), ตัวเลข (Numbered List) หรือตาราง (Table)
- ตรวจสอบคีย์เวิร์ด : ดูว่า Keyword นั้นมี Featured Snippets แสดงอยู่หรือไม่ แล้วปรับเนื้อหาเราให้ดีกว่า
3. ปล่อยบทความเก่าให้ร้าง (Lack of Updates)
- ปัญหา : บทความที่เขียนไว้นานแล้ว ข้อมูลมักจะล้าสมัย ทำให้อันดับค่อยๆ ร่วงลงตามกาลเวลา
- สิ่งที่ควรทำ : อย่ามัวแต่เขียนบทความใหม่ จนลืมของเก่า การทำ Content Refresh หรือปัดฝุ่นบทความเดิม มักกู้อันดับและ Traffic กลับมาได้เร็วกว่าการปั้น URL ใหม่
- คำแนะนำจากทีมงานนักรบ : ควรทำ Content Audit (ตรวจสอบคุณภาพเนื้อหา) อย่างน้อยทุก 6 เดือน คัดเลือกบทความที่ Traffic หรืออันดับเริ่มตก มาอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยและปรับปรุงโครงสร้างใหม่อยู่เสมอ
นี่คือ FAQ (คำถามที่พบบ่อย) ที่สรุปและเรียบเรียงจากเนื้อหาบทความ เพื่อให้คุณนำไปใช้ประกอบบทความหรือทำเป็นส่วนสรุปท้ายบทความได้ครับ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความยาวบทความ SEO
บทความ SEO ต้องมีความยาวกี่คำ ถึงจะมีโอกาสติดหน้าแรก Google?
แม้ Google จะไม่มีกฎตายตัว แต่จากสถิติพบว่าบทความที่ติดอันดับ 1-3 มักมีความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 – 2,500 คำ สำหรับบทความให้ความรู้ (Blog Post) เพราะเป็นปริมาณที่สามารถอธิบายเนื้อหาได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุด แต่สิ่งสำคัญกว่าจำนวนคำคือ เนื้อหาต้องตอบโจทย์สิ่งที่ผู้คนค้นหา (Search Intent) ได้ครบถ้วน
การเขียนบทความให้ยาวยืดเยื้อ ช่วยให้ติดอันดับดีขึ้นจริงไหม?
ไม่จริงครับ หากความยาวนั้นเกิดจากการเขียนน้ำท่วมทุ่งหรือยืดเยื้อโดยไม่มีสาระ จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะผู้อ่านจะกดออกจากเว็บไซต์ทันที (Bounce Rate สูง) ซึ่ง Google จะมองว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ควรเน้นที่คุณภาพและความกระชับในการตอบคำถาม เขียนยาวเฉพาะเมื่อมีข้อมูลที่มีประโยชน์ต้องขยายความเท่านั้น
หน้าขายสินค้า (Product Page) จำเป็นต้องเขียนยาวเหมือนบทความไหม?
ไม่จำเป็นครับ หน้าสินค้าเน้นการปิดการขาย (Transactional Intent) ความยาวที่แนะนำคือ 500 – 1,200 คำ โดยเน้นไปที่ข้อมูลสำคัญ เช่น คุณสมบัติ, ประโยชน์, รีวิวจากผู้ใช้จริง และปุ่มสั่งซื้อ (CTA) ที่ชัดเจน ที่สำคัญคือห้ามคัดลอกเนื้อหา (Duplicate Content) จากหน้าอื่น
บทความเก่าที่เคยเขียนไว้นานแล้ว ควรทำอย่างไร?
ควรทำ Content Refresh หรืออัปเดตบทความเดิมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งครับ โดยการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ อัปเดตตัวเลขสถิติให้เป็นปัจจุบัน หรือปรับปรุงโครงสร้างให้อ่านง่ายขึ้น การทำแบบนี้จะช่วยกู้อันดับ Traffic กลับมาได้เร็วกว่าการเขียนบทความใหม่ และเพิ่มโอกาสติด Featured Snippets ด้วย
Featured Snippets (Position Zero) คืออะไร และทำอย่างไรให้ติดอันดับนี้?
คือกรอบคำตอบพิเศษที่แสดงอยู่เหนือผลการค้นหาปกติ ช่วยเพิ่มยอดคลิกได้มหาศาล วิธีทำคือต้องปรับโครงสร้างเนื้อหาให้ Google ดึงไปใช้ง่ายๆ เช่น การเขียนสรุปคำตอบกระชับๆ ใน 40-60 คำ, การใช้ Bullet Points, หรือการทำตารางเปรียบเทียบข้อมูล

