SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุดบน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% ทั่วโลก
การทำ SEO ที่ดีจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในหน้าแรกของ Google เมื่อมีคนค้นหาคำหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ นำมาซึ่งการเข้าชมเว็บไซต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา
ในปี 2025 การทำ SEO ไม่ได้หมายความแค่การจัดอันดับบน Google อีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการปรากฏใน AI Overviews, ChatGPT, Gemini และแพลตฟอร์ม AI Search อื่นๆ ด้วย
ทำไมต้องทำ SEO? มันสำคัญกับธุรกิจขนาดไหน

1. ลูกค้ามาจากการค้นหาใน Google มากกว่า 90%
คนค้นหาข้อมูล สินค้า และบริการส่วนใหญ่จะมาจาก Google แทบทั้งนั้น เมื่อใครก็ตามต้องการอะไร สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือ ไปค้นหาในกูเกิล ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่อยู่ในหน้าแรก คุณก็เสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเหล่านี้ไป
ทีมงานนักรบเคยทำการทดสอบพบว่า เว็บไซต์ที่อยู่อันดับ 1-3 จะได้รับการคลิกมากกว่า 50% ของการค้นหาทั้งหมด ในขณะที่หน้า 2 ของ Google แทบไม่มีใครเข้าชมเลย
2. ประหยัดค่าโฆษณาในระยะยาว
การทำ SEO เปรียบเสมือนการลงทุนระยะยาว เมื่อเว็บไซต์ของคุณติดอันดับแล้ว คุณจะได้รับการเข้าชมฟรีอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือน Google Ads ที่ต้องจ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิก
3. สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์
ผู้บริโภคมักเชื่อมั่นในเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกของ Google มากกว่าเว็บที่จ่ายโฆษณา การมีอันดับที่ดีจึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ของคุณ
4. แข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างเท่าเทียม
ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) สามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ด้วย SEO ที่ดี ไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณน้อยแค่ไหน ถ้าเนื้อหาและเว็บไซต์ของคุณตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีกว่า คุณก็มีโอกาสชนะ
เปรียบเทียบ SEO กับ Google Ads

| หัวข้อ | SEO | Google Ads |
| ค่าใช้จ่าย | ลงทุนครั้งเดียว ได้ผลระยะยาว | จ่ายต่อเนื่อง หยุดจ่าย = หยุดได้ผล |
| ระยะเวลา | เห็นผล 3-6 เดือน | เห็นผลทันที |
| ความยั่งยืน | ผลลัพธ์คงอยู่นาน | หยุดจ่าย = หายจาก SERP |
| ความน่าเชื่อถือ | สูงมาก (Organic Results) | ต่ำกว่า (มีป้าย Ad) |
| การแข่งขัน | แข่งด้วยคุณภาพ | แข่งด้วยเงิน |
ปัจจัย SEO ที่สำคัญในปี 2025 อัปเดตจาก Google Algorithm

ในปี 2025 Google ได้ออก Core Updates หลายครั้ง รวมถึงการอัปเดตในเดือน มีนาคม มิถุนายน กันยายน และตุลาคม ที่เน้นความสำคัญของเนื้อหาคุณภาพสูง ประสบการณ์ผู้ใช้ และการบูรณาการกับ AI
ทีมงานนักรบจึงแบ่งปัจจัย SEO ออกเป็น 6 กลุ่มหลัก พร้อมอัปเดตล่าสุดสำหรับปี 2025 ดังนี้
1. ปัจจัยด้านเนื้อหา (Content) – สำคัญที่สุด
Google ตอนนี้ให้รางวัลกับเนื้อหาที่แสดงประสบการณ์จริงและความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับมาตรฐาน E-E-A-T ซึ่งย่อมาจาก Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness
เนื้อหาที่ดีต้องมี
- ความเชี่ยวชาญ (Expertise): เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความรู้จริง
- ประสบการณ์ (Experience): มาจากการใช้งานจริง ไม่ใช่เขียนจากทฤษฎีอย่างเดียว
- ความน่าเชื่อถือ (Authoritativeness): มีการอ้างอิงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
- ความไว้วางใจ (Trustworthiness): ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ ไม่หลอกลวง
รายละเอียดเพิ่มเติม
- ความยาวเนื้อหาที่เหมาะสม (1,500-3,000 คำสำหรับบทความหลัก)
- การใช้ Keywords อย่างเป็นธรรมชาติใน Title, H1, H2, และเนื้อหา
- มีรูปภาพ วิดีโอ หรือ Infographic ประกอบ
- อัปเดตเนื้อหาเก่าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
- AI-Generated Content ไม่ถูกลงโทษโดยอัตโนมัติ แต่ Google ต้องการให้มีมุมมองของมนุษย์ ประสบการณ์จริง และความคิดต้นฉบับ
2. ปัจจัยด้านเว็บไซต์ (Technical SEO)
Core Web Vitals ยังคงมีความสำคัญ โดยมีการปรับปรุงวิธีการวัดประสิทธิภาพเว็บไซต์ ทำให้เว็บที่โหลดเร็วได้เปรียบในการจัดอันดับ
ปัจจัยสำคัญ
- ความเร็วเว็บไซต์: โหลดเสร็จภายใน 2 วินาที (เดิมคือ 3 วินาที)
- Mobile-First Indexing: Google ใช้เว็บมือถือเป็นหลักในการจัดอันดับ
- HTTPS: ความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก
- Core Web Vitals:
- LCP (Largest Contentful Paint) < 2.5 วินาที
- FID (First Input Delay) < 100 มิลลิวินาที
- CLS (Cumulative Layout Shift) < 0.1
- โครงสร้าง HTML ที่ถูกต้อง: มี Title Tag, Meta Description, H1-H6, Alt Text
- XML Sitemap และ Robots.txt ที่กำหนดค่าถูกต้อง
- Structured Data (Schema Markup): ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และมีบทบาทมากขึ้นในการมองเห็นเว็บไซต์
3. ปัจจัยจากพฤติกรรมผู้ใช้ (User Signals)
Google ใช้ Navboost System ที่พิจารณาไม่แค่จำนวนคลิก แต่ยังรวมถึงประเภทของการคลิกต่างๆ เช่น Long Clicks (คลิกแล้วอยู่นาน) และ Short Clicks (คลิกแล้วกลับออกเร็ว)
สัญญาณที่ Google ติดตาม
- Click-Through Rate (CTR): อัตราการคลิกจากหน้าผลการค้นหา
- Dwell Time: ระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่บนเว็บไซต์
- Bounce Rate: อัตราการออกจากเว็บทันทีโดยไม่ดูหน้าอื่น
- Pages Per Session: จำนวนหน้าที่ดูต่อการเข้าชมหนึ่งครั้ง
- Return Visitors: ผู้ใช้ที่กลับมาเยี่ยมชมซ้ำ
วิธีปรับปรุง
- เขียน Title และ Meta Description ที่น่าสนใจ
- ใช้ภาพหน้าปกที่ดึงดูดสายตา
- จัดโครงสร้างเนื้อหาให้อ่านง่าย ใช้ bullet points และ subheadings
- ใส่ Call-to-Action (CTA) ที่ชัดเจน
- มี Internal Linking ที่ดี ชวนให้อ่านเนื้อหาอื่นต่อ
4. ปัจจัยจาก Backlinks
การอัปเดตในเดือนกันยายน 2025 ทำให้ Google เข้มงวดกับคุณภาพและความเกี่ยวข้องของ Backlink มากขึ้น เว็บไซต์ที่ใช้ Link Schemes หรือ Parasite SEO ถูกลดอันดับลงมากกว่า 35%
Backlink ที่มีคุณภาพต้อง
- มาจากเว็บไซต์ที่มี Domain Authority สูง
- มาจากเว็บที่มีหัวข้อเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
- เป็น Dofollow Links (ส่งผล SEO Juice)
- มี Anchor Text ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ Exact Match ทั้งหมด
- มาจากหลายโดเมนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่โดเมนเดียว
วิธีสร้าง Backlink ที่ถูกต้อง
- Guest Posting บนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
- สร้าง Linkable Assets (Infographics, Research, Tools)
- Digital PR และการส่ง Press Release
- เข้าร่วม Forums และ Communities ที่เกี่ยวข้อง
- ติดต่อเว็บที่ Link ไปยังเนื้อหาเก่าหรือ Broken Links
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
- การซื้อ Backlinks ถูกๆ จากเว็บคุณภาพต่ำ
- Link Farms หรือ PBN (Private Blog Networks)
- Parasite SEO ที่เว็บโฮสต์เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อหลอก Search Engine
5. ปัจจัยจาก Social Signals
แม้ว่า Google จะไม่ยอมรับโดยตรงว่า Social Signals เป็นปัจจัยการจัดอันดับ แต่การมี Engagement สูงบน Social Media ส่งผลทางอ้อมต่อ SEO
ประโยชน์ของ Social Signals
- เพิ่มการมองเห็นแบรนด์ (Brand Awareness)
- สร้างโอกาสในการได้ Backlinks ธรรมชาติ
- เพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์จาก Social Referral
- สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี
แพลตฟอร์มที่สำคัญ
- Facebook Shares และ Comments
- Twitter/X Retweets และ Mentions
- LinkedIn Shares (สำหรับ B2B)
- YouTube Views และ Engagement
- TikTok และ Instagram (สำหรับแบรนด์บางประเภท)
6. ปัจจัยจาก AI และ Local SEO (ใหม่ในปี 2025)
AI Overviews ของ Google เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 และกำลังขยายไปทั่วโลก ทำให้ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์
AI Search Optimization (AIO)
- AI Overviews โดยเฉลี่ยมี 11 citation links แต่มีเพียง 20-26% ที่ทับซ้อนกับ Top 10 SERP
- เปิดโอกาสให้เว็บไซต์เล็กๆ ได้รับการอ้างอิง
- เนื้อหาต้องตอบคำถามเฉพาะเจาะจง ชัดเจน และมีข้อมูลอ้างอิง
Local SEO
- Google My Business (GMB) ถูกแสดงอย่างเด่นชัดมากขึ้น ธุรกิจที่มีรีวิวดีและข้อมูล NAP (Name, Address, Phone) ที่ถูกต้องจะได้เปรียบ
- Local Keywords ในเนื้อหาช่วยดึงดูด Traffic ในพื้นที่
- การตอบรีวิวและโพสต์อัปเดตบน GMB อย่างสม่ำเสมอ
บทลงโทษจาก Google ที่ต้องระวังในปี 2025
Google ได้อัปเดต Search Quality Raters Guidelines เพิ่ม 11 หน้าเพื่อระบุและต่อสู้กับ Spam ทำให้การจับ Black Hat SEO เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้โดนลงโทษ
- Keyword Stuffing: ยัดคำหลักมากเกินไป
- Duplicate Content: คัดลอกเนื้อหาจากเว็บอื่น
- Hidden Text: ซ่อนข้อความหรือ Keywords
- Cloaking: แสดงเนื้อหาต่าง Google กับ User
- Link Schemes: ซื้อขาย Links อย่างผิดกฎ
- Thin Content: เนื้อหาน้อยเกินไป ไม่มีคุณค่า
- AI Content ที่ไม่มีคุณภาพ: เขียนด้วย AI แต่ไม่มี Human Review
- โฆษณามากเกินไป: เนื้อหาสำคัญน้อยกว่าโฆษณา
10 ขั้นตอนการทำ SEO ให้ได้ผลในปี 2025

ทีมงานนักรบได้สรุปขั้นตอนการทำ SEO อย่างเป็นระบบเป็น 10 ขั้นตอน ที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ขั้นตอนที่ 1. Keyword Research (การวิจัยคำหลัก)
ค้นหาคำหลักที่ลูกค้าเป้าหมายค้นหาจริง วิเคราะห์ Search Volume, Keyword Difficulty และ Search Intent
เครื่องมือแนะนำ
- Google Keyword Planner (ฟรี)
- Google Search Console (ฟรี)
- Ahrefs, SEMrush, SE Ranking (เสียเงิน)
เทคนิค
- เลือก Long-Tail Keywords ที่แข่งขันน้อยกว่า
- ดู “People Also Ask” และ “Related Searches” จาก Google
- วิเคราะห์ Keywords ที่คู่แข่งใช้
ขั้นตอนที่ 2. Competitor Analysis (การวิเคราะห์คู่แข่ง)
ศึกษาเว็บไซต์คู่แข่งที่อยู่ในหน้าแรกของ Google เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการแซง
สิ่งที่ต้องวิเคราะห์
- Keywords ที่พวกเขาใช้
- โครงสร้างเนื้อหาและความยาว
- Backlink Profile
- Technical SEO
- Content Gap (เนื้อหาที่พวกเขายังไม่ครอบคลุม)
ขั้นตอนที่ 3. On-Page SEO Optimization
ปรับแต่งองค์ประกอบทุกอย่างบนหน้าเว็บให้เป็นมิตรกับ Search Engine และผู้ใช้งาน
รายการตรวจสอบ
- Title Tag (50-60 ตัวอักษร มี Keyword หลัก)
- Meta Description (150-160 ตัวอักษร โน้มน้าวให้คลิก)
- H1 Tag (มีเพียง 1 ต่อหน้า มี Keyword)
- H2-H6 Tags (จัดโครงสร้างเนื้อหา)
- URL Structure (สั้น กระชับ มี Keyword)
- Image Alt Text (อธิบายภาพ มี Keyword บ้าง)
- Internal Linking (ลิงก์ไปหน้าอื่นในเว็บ 3-5 ลิงก์)
- External Linking (อ้างอิงเว็บน่าเชื่อถือ 1-2 ลิงก์)
ขั้นตอนที่ 4. Technical SEO Audit
ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่อาจขัดขวางการจัดอันดับ
สิ่งที่ต้องเช็ค
- ความเร็วเว็บไซต์ (ใช้ Google PageSpeed Insights)
- Mobile-Friendliness (ใช้ Google Mobile-Friendly Test)
- HTTPS และ SSL Certificate
- XML Sitemap และส่งให้ Google Search Console
- Robots.txt ไม่บล็อก Pages สำคัญ
- Canonical Tags (หากมีเนื้อหาซ้ำ)
- 404 Errors และ Broken Links
- Redirect Chains
ขั้นตอนที่ 5. Content Creation (สร้างเนื้อหาคุณภาพ)
สร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ Search Intent ของผู้ใช้งาน มีคุณภาพสูง และแตกต่างจากคู่แข่ง
หลักการเขียนเนื้อหา SEO
- เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามหลักในช่วงแรก
- ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน
- แบ่ง Paragraphs ให้สั้น (2-3 ประโยค)
- ใช้ Bullet Points และ Numbered Lists
- ใส่รูปภาพ วิดีโอ หรือ Infographic ประกอบ
- ความยาว 1,500-3,000 คำ (ขึ้นอยู่กับหัวข้อ)
- อัปเดตเนื้อหาเก่าทุก 6-12 เดือน
ขั้นตอนที่ 6. Content Distribution (การกระจายเนื้อหา)
ไม่ใช่แค่เขียนแล้วเสร็จ คุณต้องทำให้คนรู้จักเนื้อหาของคุณ
ช่องทางการกระจาย
- แชร์บน Facebook, Twitter, LinkedIn
- ส่ง Email Newsletter ให้สมาชิก
- โพสต์ใน Forums และ Communities ที่เกี่ยวข้อง
- ทำ Content Syndication กับเว็บพันธมิตร
- ใช้ Influencer Marketing (ถ้างบพอ)
ขั้นตอนที่ 7. Link Building (สร้าง Backlinks)
หา Backlinks คุณภาพสูงจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือ
กลยุทธ์ที่ใช้ได้ผล
- Guest Posting: เขียนบทความลงเว็บอื่น พร้อมลิงก์กลับ
- Broken Link Building: หา Broken Links บนเว็บอื่น เสนอเนื้อหาของคุณแทน
- Resource Page Link Building: ติดต่อเว็บที่รวบรวม Resources ขอให้เพิ่มลิงก์คุณ
- HARO (Help A Reporter Out): ตอบคำถามนักข่าวเพื่อได้ลิงก์จากสื่อ
- Digital PR: ส่ง Press Release และติดต่อสื่อ
ขั้นตอนที่ 8. Local SEO Optimization (สำหรับธุรกิจท้องถิ่น)
หากคุณมีหน้าร้าน สาขา หรือให้บริการในพื้นที่ Local SEO เป็นสิ่งจำเป็น
สิ่งที่ต้องทำ
- สร้างและเพิ่มประสิทธิภาพ Google My Business
- รวบรวมรีวิวจากลูกค้า (อย่างน้อย 4+ ดาว)
- ตอบรีวิวทุกรีวิว (ทั้งดีและไม่ดี)
- ใช้ Local Keywords (เช่น “ร้านกาแฟ สุขุมวิท”)
- สร้าง Local Citations (ลงข้อมูลธุรกิจบน Directories)
- ตรวจสอบ NAP Consistency (ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ตรงกันทุกที่)
ขั้นตอนที่ 9. Performance Tracking (ติดตามผลลัพธ์)
วัดผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง
เครื่องมือที่จำเป็น
- Google Analytics 4: ดู Traffic, User Behavior, Conversions
- Google Search Console: ดู Keywords, Impressions, CTR, ปัญหา Technical
- Rank Tracking Tools: ติดตามอันดับ Keywords (Ahrefs, SEMrush, SE Ranking)
เมตริกที่ต้องดู
- Organic Traffic
- Keyword Rankings
- Click-Through Rate (CTR)
- Bounce Rate
- Average Session Duration
- Conversion Rate
ขั้นตอนที่ 10. Algorithm Update Monitoring (ติดตามการอัปเดต)
Google ออก Core Updates หลายครั้งต่อปี โดยปี 2024 มี 4 ครั้ง (มีนาคม สิงหาคม พฤศจิกายน และธันวาคม) คุณต้องติดตามและปรับตัว
วิธีติดตาม
- ติดตามข่าวสาร SEO จากแหล่งน่าเชื่อถือ (Search Engine Journal, Search Engine Land)
- ตรวจสอบ SERP Volatility Tools (SEMrush Sensor, MozCast)
- อ่าน Google Search Central Blog
- เข้าร่วม SEO Communities และ Forums
เครื่องมือ SEO ที่ทีมงานนักรบแนะนำ
เครื่องมือฟรี
- Google Search Console
- Google Analytics 4
- Google Keyword Planner
- Google PageSpeed Insights
- Screaming Frog SEO Spider (ฟรี 500 URLs)
เครื่องมือเสียเงิน
- Ahrefs: ดีที่สุดสำหรับ Backlink Analysis
- SEMrush: All-in-One Tool ครบทุกฟีเจอร์
- SE Ranking: ราคาถูกแต่ครบเครื่อง เหมาะกับ SME
- Moz Pro: ดีสำหรับผู้เริ่มต้น มี Community แข็งแรง
- SurferSEO: เน้น Content Optimization
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ SEO
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร?
SEO (Search Engine Optimization) คือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับบน Organic Search Results (ผลการค้นหาฟรี)
SEM (Search Engine Marketing) คือการตลาดผ่าน Search Engine ที่รวมทั้ง SEO และ PPC (Pay-Per-Click) เช่น Google Ads
SEO ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
โดยทั่วไปใช้เวลา 3-6 เดือน สำหรับเว็บใหม่ และ 1-3 เดือน สำหรับเว็บที่มี Authority อยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
-ความแข็งแกร่งของโดเมน
-ระดับการแข่งขัน
-คุณภาพของเนื้อหา
-ความถี่ในการอัปเดต
-Backlinks ที่มีอยู่
ทำ SEO แล้วต้องทำตลอดไปหรือเปล่า?
ใช่ SEO เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วเสร็จ เพราะ:
-Google อัปเดตอัลกอริทึมบ่อย
-คู่แข่งพัฒนาเว็บไซต์ตลอดเวลา
-เทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
-เนื้อหาเก่าต้องอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน
โซเชียลมีเดียช่วย SEO จริงหรือ?
ช่วยทางอ้อม แม้ว่า Social Signals ไม่ใช่ Ranking Factor โดยตรง แต่มีประโยชน์:
-เพิ่มการมองเห็นแบรนด์
-สร้างโอกาสได้ Backlinks
-เพิ่ม Traffic จาก Social Referral
-สร้างความน่าเชื่อถือ
เว็บไซต์ใหม่ต้องทำอะไรก่อน?
ลำดับความสำคัญสำหรับเว็บใหม่
-ติดตั้ง Google Analytics และ Google Search Console
-ทำ Keyword Research
-สร้างเนื้อหาคุณภาพ 5-10 หน้าก่อน
-ปรับ Technical SEO ให้สมบูรณ์
-ส่ง XML Sitemap ให้ Google
-เริ่มสร้าง Backlinks

